"โลกให้ชีวิต เราต้องคิดดูกันให้ดีน่ะค่ะว่าจะช่วยโลกนี้ให้สดใสกันได้อย่างไร"
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ชาวโป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี
ค้านก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
ชาวบ้านสองตำบลในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เพราะเกรงว่าจะส่งกระทบกับสภาพแวดล้อม
ชาวตำบลทับไทรและตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กว่า 100 ครอบครัว ร่วมแสดงความเห็นและรับฟังการชี้แจงกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ที่บริษัทเสริมทรัพย์ไพศาลกรุ๊ป 1997 จำกัด ผู้ดำเนินการก่อสร้างนำเสนอแนวทางและวิธีแก้ปัญหาขยะ ซึ่งบริษัทเสนอโครงการพลังงานไฟฟ้าทดแทน โดยใช้พลังงานความร้อนจากการเผาขยะ โดยโรงงานไฟฟ้านี้จะสามารถช่วยย่อยสลายขยะได้ถึงวันละ 600 ตันต่อวัน แต่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะกังวลจะได้รับผลกระทบจากการขนย้ายขยะ ควัน และกากที่เหลือจากการเผาขยะนางสาวชวนพิศ บุญรอด ประธานองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรชุมชนของอำเภอโป่งน้ำร้อน ขอทำประชาคมเกี่ยวกับผลกระทบก่อนนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยน เพื่อหาข้อยุติอีกครั้ง
อ้างอิง: http://news.thaipbs.or.th.ข่าวสิ่งเเวดล้อมเเละธรรมชาติ
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จี้ ปตท.คืนท่อก๊าซในทะเล
นักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ที่สนับสนุนเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน จี้ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซให้เป็นของรัฐ ย้ำการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคือสิ่งสำคัญในการปฏิรูปพลังงาน พร้อมหารูปแบบการเคลื่อนไหวแบบใหม่หลังจากที่ทหารมีคำสั่งให้หยุดเดินรณรงค์เพราะละเมิดกฎอัยการศึก เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้อง 5 เรื่อง
เรื่องแรก คือ การเปลี่ยนระบบการให้สัมปทานปิโตเลียมจากเดิมที่ใช้ระบบสัมปทาน เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
เรื่องที่ 2 คือ ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ทั้งบนบกและในทะเล ตามที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้
เรื่องที่ 3 คือ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม
เรื่องที่ 4 คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบระหว่างการใช้พลังงานหมุนเวียนกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
เรื่องที่ 5 คือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปพลังงาน และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านพลังงาน
นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งให้ ปตท.คืนท่อก๊าซทั้งหมด แต่ ปตท.ยังไม่ได้คืนส่วนที่เป็นท่อในทะเล จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วนแล้วหรือไม่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทำรายงานการคืนท่อก๊าซของ ปตท. แต่ยังไม่มีการนำรายงานฉบับนั้นออกมาเผยแพร่ เพื่อพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.ให้ข้อมูลว่า ท่อก๊าซในทะเลไม่จำเป็นต้องคืน เพราะอยู่ในเขตนอก 12 ไมล์ทะเลซึ่งอยู่นอกอำนาจทางกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าอำนาจอธิปไตยของไทยครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะด้วย
ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานและระบบสัมปทานนั้นต้องเริ่มที่ให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพื่อให้ปตท.ปฏิบัติตามนโยบายนั้น
สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ นายเดชรัตน์เสนอให้มีการพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันอย่างเป็นขั้นตอน เนื่องจากกองทุนน้ำมันสร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันและทำให้เกิดการบิดเบือนราคา รวมถึง ก๊าซหุ้งต้มควรจัดสรรให้ภาคครัวเรือนก่อน แล้วค่อยจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมี ซึ่งควรได้ใช้แบบเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ใช่ว่า ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ ปตท.แล้วได้สิทธิพิเศษด้านราคา
สำหรับความกังวลว่าหากขึ้นราคาก๊าซในภาคปิโตรเคมีจะสร้างภาระให้ประชาชนภายหลังหรือไม่นั้น นายเดชรัตน์กล่าวว่า ต้องปรับความคิดใหม่ว่า ก๊าซทั้งหมดเป็นของประชาชน ปตท.เป็นเพียงผู้รับมาดำเนินการ ซึ่งสิ่งที่ ปตท.พยายามชี้แจงมาตลอด คือ ธุรกิจปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อวัตถุดิบราคาต่ำกว่าที่ประชาชนซื้อ ควรซื้อในราคาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันการใช้ก๊าซหุ้งต้มของธุรกิจปิโตเคมีนั้นไม่ต้องเสียภาษีท้องถิ่นหรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากอีกด้วย
ในส่วนของการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นายเดชรัตน์มองว่า การที่ทหารออกคำสั่งให้หยุดการเดินรณรงค์จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึง กรุงเทพฯ นั้นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐมอง การเดินรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชน แจกเอกสารเป็นภัยคุกคามต่อรัฐ
เครือข่ายฯ จึงต้องหาว่าวิธีที่เหมาะสมกับการให้ข้อมูลประชาชนในช่วงที่ยังมีการประกาศกฎอัยการศึกและไม่อยากให้มีการใช้อำนาจมาปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน
Review ปลูกต้นไม้ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี
สวัสดีค่าาา วันนี้กลุ่มของพวกเรา Precious gang จะมารีวิวการไปปลูกต้นไม้ ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ค่ะ
มาเริ่มต้นกันอันดับแรกก็ต้องหาสถานที่ที่เราจะไปทำก่อน ว่าแล้วพวกเราก็เริ่มเดินสำรวจโรงเรียน ซึ่งใช้เพียงเวลา 1 วัน กลุ่มเราก็สามารถตกลงกันได้ว่าจะปลูกต้นไม้กันที่ shop เกษตร ซึ่งสถานที่ที่เราไปสำรวจก็เป็นแบบดังภาพ
ซึ่งทางเข้าก็ค่อนข้างลำบากนิดหน่อย TOT คือไม่เดินเลาะห้องน้ำชายมาทางด้านหลัง ก็ต้องข้ามคลองนี้มา ซึ่งถ้าตกลงไปก็ไม่ต้องกลัวจมน้ำ เพราะคลองไม่ลึก แต่ควรกลัวว่าแม่ไม่ให้ขึ้นรถ เพราะทนกลิ่นหอมๆไม่ไหวก็พอ 555
แต่การที่เราจะปลูกต้นไม้ได้ เราก็ต้องมีวัตถุดิบ ซึ่งพระเอกของเราในที่นี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่เลยนอกจาก ต้นไม้ แล้วก็อุปกรณ์ปลูกต้นไม้ต่างๆ เช่น จอบ เสียม เป็นต้น
ว่าแล้วพวกเราก็เริ่มปฎิบัติภารกิจกันค่ะ #หยิบจอบ #หยิบเสียม แล้วลงมือขุดดินกันอย่างขมักเขม้น ซึ่งถ้าถามตอนนี้ว่าเหนื่อยไหม พวกเราจะตอบพร้อมกันเลยค่ะว่าไม่เหนื่อย (เพราะยังไม่ได้ทำ555)
หลังจากที่เราตั้งหน้าตั้งตาขุดกันไปสักพัก ผลที่ได้ก็คือ มือแดงเถือก เพราะว่าดินที่นี่ค่อนข้างแข็งและขุดยาก ส่วนกางเกงก็ไม่ต้องพูดถึง555 และบางทีพอขุดไปเรื่อยๆเราก็จะเจอหอยทาก ไส้เดือน มด ต่างๆ ซึ่งพวกเราก็มีเมตตากรุณา ค่อยๆขุดอย่างเบามือ และตรงไหนมีสิ่งมีชีวิตเยอะๆ เราก็จะย้ายที่ปลูกไปบริเวณใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ไม่ทำลายที่อยู่อาศัยของพวกมัน ><
แต่ที่เด็ดๆน่ะเหรอ ฮึฮึ มาเริ่มกันที่คู่นี้เลย พึ่งสังเกตว่าต้องปลูกต้นไม้ด้วยกันตลอด ไม่รู้ว่าจะเหมือนทำบุญร่วมชาติรึเปล่า เอ่อ หมายถึงปลูกต้นไม้ร่วมชาติ 555
แต่เดี๋ยวจะหาว่าใส่ร้าย ว่าต้องปลูกด้วยกันตลอด เราก็เลยไปแอบเก็บภาพที่ปลูกคนเดียวมาเก็บไว้บ้างอ่ะนะ 555
ถึงจะปลูกไปเหนื่อยไป เจ็บมือไป แต่พอเรียกเข้ากล้องก็พร้อมเสมอนะคะ ><
ถึงแม้จะผิดทางก็ตาม 555
และพอพวกเราปลูกต้นไม้เสร็จ ก็ได้เวลารดน้ำให้ความชุ่มชื้น เอิบอิ่ม แก่ต้นไม้ที่น่ารัก ซึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในตอนนี้ก็คือ ฝักบัวรดน้ำ (เพราะว่าถ้าจะเอาสายยางมารดน้ำก็เกรงว่าจะไกลไป555) ว่าแล้วเราก็หยิบฝักบัวรดน้ำ แล้วนำมารดน้ำต้นไม้คนละอัน
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือต้นไม้ต้นเล็กๆที่พวกเราปลูก โดยหวังจะให้มันเจริญงอกงาม และยั่งยืนกลายเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ต่อไป แต่ก่อนจะเสร็จสิ้นภารกิจ สิ่งที่เราต้องทำเพราะถือเป็นธรรมเนียม 555 ก็คือ การถ่ายรูปรวมหมู่ ว่าแล้วก็เตรียมตัว 3 2 1 แชะ ><
...THANKS...

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557
กรมชลฯมั่นใจเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ขาดแคลนน้ำ
กรมอุตุนิยมวิทยาเผยวันนี้ (15 ส.ค.2557) ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีการกระจายตัวของฝนค่อนข้างที่จะดีและยังมีฝนตกหนักบางแห่งได้ ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 มั่นใจว่าสิ้นฤดูฝน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะมีน้ำกักเก็บเต็มความจุของเขื่อน
ร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณของประเทศเมียนมาร์ ลาวและเวียดนามตอนบน ยังทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันนี้ (15 ส.ค.2557) ยังอาจมีฝนตกหนักบางแห่งได้ ภาคเหนือจังหวัดที่ต้องระวัง คือ จ.แม่ฮ่องสอน, จ.เชียงใหม่, จ.เชียงราย, จ.พะเยา, จ.น่าน และ จ.ตาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ต้องระวัง คือ จ.หนองคาย, จ.บึงกาฬ, จ.อุดรธานี, จ.สกลนคร และ จ.นครพนม ทำให้พื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมเช่น อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ที่ถูกน้ำท่วมมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากระบายลงสู่แม่น้ำโขงไม่ทัน บางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร 50 เซนติเมตร ส่งผลให้ต้นข้าวเริ่มเน่า สถานการณ์อาจจะยังไม่คลี่คลายเพราะยังมีโอกาสที่จะมีน้ำมาเพิ่มเติมในพื้นที่ได้
ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์
ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์
นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร พร้อมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจซากวาฬ ซึ่งชาวประมงพบเกยตื้นที่ชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 ส.ค.57)
ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน
นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป
เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก
อ้างอิง:www.thaipbs.or.th.ข่าวสิ่งเเวดล้อมและธรรมชาติ
ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน
นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป
เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก
อ้างอิง:www.thaipbs.or.th.ข่าวสิ่งเเวดล้อมและธรรมชาติ
วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557
สะพานข้ามป่า ความหวังสุดท้าย
เมื่อการพัฒนาทำให้ผืนป่าต้องแยก ทางหลวงหมายเลข 304 ที่มีการตัดผ่านผืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่-ทับลาน กำลังจะถูกขยายจาก 2 เลนเป็น 4เลน การแก้ปัญหาป่ารอยต่อด้วยคอร์ริดอร์ หรือ สะพานเชื่อมป่าอาจเป็นความหวังที่ดีที่สุดของนักอนุรักษ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติให้มีการขยายถนนหมายเลข 304 จาก 2 เลนเพิ่มเป็น 4 เลนเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุ ลดเวลาในการขนส่งจากภาคอีสานสู่ท่าเรือ และนิคมอุตสาหากรรมในภาคตะวันออก ซึ่งปัญหาอยู่ที่ถนนหมายเลข 304 นั้น เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านระหว่างผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น การแก้ไขปัญหาการเบียดเบียนที่อยู่และเส้นทางเดินของสัตว์ป่า แลปัญหาผืนป่าแยกจากกัน จึงต้องมีการเข้ามาดูแลแก้ไขด้วยโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ในช่วงที่ 42-47 ซึ่งตัดผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อรองรับการตัดถนนเพิ่มจาก 2 เลนเป็น 4 เลน เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องจากถนนมีลักษณะเป็นแคบเป็นคอขวด ซึ่งการตัดถนนเพิ่มนั้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง ทั้งปัญหาช่องว่างระหว่างป่า หรือการแยกกันของผืนป่าทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ในพื้นที่ป่าทั้ง 2 บริเวณไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่ หรือการย้ายถิ่นที่ทำได้ลำบาก หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจถูกรถชนจนทำให้สัตว์ป่าล้มตาย หรือบาดเจ็บได้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างสะพานข้ามป่าเพื่อลดปัญหาเหล่านี้
อ.ดร.ธงชัย งามประเสริฐวงศ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า สะพานเชื่อมป่าในไทยจริงๆ ยังไม่มีเป็นกิจจะลักษณะ แต่มีโครงการจะทำมานานแล้วที่เขาใหญ่ การทำสะพานเชื่อมป่าไม่ได้ช่วยเรื่องการบุกรุกให้น้อยลงแต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากทางด้านการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เพราะการตัดถนนผ่านเส้นทางป่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วโดยสัตว์เล็กจะไม่เดินข้ามถนน แต่จะใช้วิธีในการปีนป่ายไปตามเรือนยอดต้นไม้ เช่น ลิงและชะนี เป็นต้น
การตัดถนนผ่านป่าโดยเฉพาะถนนที่มีหลายๆ เลนจะทำให้เรือนยอดของต้นไม้อยู่ห่างกันมากขึ้น จนสัตว์เล็กไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังอีกฝั่งอันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร และในส่วนของสัตว์ใหญ่ที่แม้จะสามารถเดินข้ามถนนได้ปกติ แต่ อ.ดร.ธงชัย ระบุว่าก็ต้องเสี่ยงต่ออันตรายและการคุกคามจากนายพราน หรือนายทุนค้าสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น ในเมื่อการสร้างถนนจำเป็นต้องดำเนินไปและไม่สามารถหยุดได้ การสร้างสะพานเชื่อมป่าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่การสร้างนั้นต้องทำให้เหมาะสมกับชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่จะสร้าง และต้องทำให้เพียงพอ
“โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะการสร้างถนนจริงซัก 5 เมตรอาจกินพื้นที่ป่าและตัดไม้ไปถึง 10 เมตร เพราะการตั้งที่อยู่อาศัยของคนงานและเครื่องจักรต่างๆคงไม่หยุดอยู่แค่ตรงนั้น สำคัญที่สุดคือ การสร้างสะพานข้ามป่าให้มีลักษณะที่เหมาะสมและเพียงพอ ไม่ใช่ตัดถนน 5 กิโลเมตรแต่สร้างสะพานเชื่อมป่าแค่ 200 เมตร” อ.ดร.ธงชัย กล่าว
ทางด้านของ อ.ดร.พงษ์ชัย ดำรงโรจน์วัฒนา ห้องปฏิบัติการวิจัยนิเวศวิทยาเขตร้อน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ในแง่ของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นักการเมืองและนักอนุรักษ์ มักจะมองต่างมุมกัน อย่างไรก็ตาม กรณีขยายถนนนี้ เมื่อต้องทำ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการสะพานข้ามป่าขึ้น ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะจะช่วยลดช่องวางระหว่างแนวขอบป่า 2 บริเวณ อย่างน้อยสัตว์ป่าก็สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้
“ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องตระหนักอย่างมากคือ การลักลอบล่าสัตว์อยีางผิดกฏหมายโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุน เพราะการสร้างสะพานข้ามป่านั้นเป็นเหมือนสถานที่ๆที่ทุกคนทราบว่าสัตว์ป่าจะต้องเดินผ่านบริเวณนี้ หากมีการสร้างสะพานข้ามป่าแต่มาตรการการป้องกันการค้าสัตว์ป่ารัดกุมไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการลักลอบล่าสุดเพิ่มขึ้น เพราะการซุ่มจับสัตว์ป่าอาจทำได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อตรวจสอบบริเวณสะพานข้ามป่าและการเพิ่มบทลงโทษจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป” ดร.พงษ์ชัย เผยแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
โดยถนนบริเวณถนนหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 42-47 จะเป็นบริเวณแรกที่มีการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่มีความเหมาะสม เพราะห่างไกลจากชุมชน ใกล้แหล่งน้ำ แหล่งอาหารและเป็นบริเวณที่เป็นคอขวดมีพื้นที่ป่า 2 บริเวณอยู่ใกล้กันมากที่สุด โดยสะพานข้ามป่าในบริเวณนี้จะจัดทำขึ้นในรูปแบบอุโมงค์ชนิดตัดดินแล้วถมกลับ (cut and cover tunnel) โดยเป็นการฝังอุโมงค์ให้รถวิ่งทางด้านล่าง และให้สัตว์เดินในพื้นที่เขาด้านบน ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า โดยกรมทางหลวงเตรียมขออนุมัติงบประมาณปี 58 เป็นเงินประมาณกว่า 2,900ล้านบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติให้มีการขยายถนนหมายเลข 304 จาก 2 เลนเพิ่มเป็น 4 เลนเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุ ลดเวลาในการขนส่งจากภาคอีสานสู่ท่าเรือ และนิคมอุตสาหากรรมในภาคตะวันออก ซึ่งปัญหาอยู่ที่ถนนหมายเลข 304 นั้น เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านระหว่างผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น การแก้ไขปัญหาการเบียดเบียนที่อยู่และเส้นทางเดินของสัตว์ป่า แลปัญหาผืนป่าแยกจากกัน จึงต้องมีการเข้ามาดูแลแก้ไขด้วยโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ในช่วงที่ 42-47 ซึ่งตัดผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อรองรับการตัดถนนเพิ่มจาก 2 เลนเป็น 4 เลน เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องจากถนนมีลักษณะเป็นแคบเป็นคอขวด ซึ่งการตัดถนนเพิ่มนั้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง ทั้งปัญหาช่องว่างระหว่างป่า หรือการแยกกันของผืนป่าทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ในพื้นที่ป่าทั้ง 2 บริเวณไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่ หรือการย้ายถิ่นที่ทำได้ลำบาก หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจถูกรถชนจนทำให้สัตว์ป่าล้มตาย หรือบาดเจ็บได้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างสะพานข้ามป่าเพื่อลดปัญหาเหล่านี้
อ.ดร.ธงชัย งามประเสริฐวงศ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า สะพานเชื่อมป่าในไทยจริงๆ ยังไม่มีเป็นกิจจะลักษณะ แต่มีโครงการจะทำมานานแล้วที่เขาใหญ่ การทำสะพานเชื่อมป่าไม่ได้ช่วยเรื่องการบุกรุกให้น้อยลงแต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากทางด้านการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เพราะการตัดถนนผ่านเส้นทางป่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วโดยสัตว์เล็กจะไม่เดินข้ามถนน แต่จะใช้วิธีในการปีนป่ายไปตามเรือนยอดต้นไม้ เช่น ลิงและชะนี เป็นต้น
การตัดถนนผ่านป่าโดยเฉพาะถนนที่มีหลายๆ เลนจะทำให้เรือนยอดของต้นไม้อยู่ห่างกันมากขึ้น จนสัตว์เล็กไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังอีกฝั่งอันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร และในส่วนของสัตว์ใหญ่ที่แม้จะสามารถเดินข้ามถนนได้ปกติ แต่ อ.ดร.ธงชัย ระบุว่าก็ต้องเสี่ยงต่ออันตรายและการคุกคามจากนายพราน หรือนายทุนค้าสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น ในเมื่อการสร้างถนนจำเป็นต้องดำเนินไปและไม่สามารถหยุดได้ การสร้างสะพานเชื่อมป่าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่การสร้างนั้นต้องทำให้เหมาะสมกับชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่จะสร้าง และต้องทำให้เพียงพอ
“โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะการสร้างถนนจริงซัก 5 เมตรอาจกินพื้นที่ป่าและตัดไม้ไปถึง 10 เมตร เพราะการตั้งที่อยู่อาศัยของคนงานและเครื่องจักรต่างๆคงไม่หยุดอยู่แค่ตรงนั้น สำคัญที่สุดคือ การสร้างสะพานข้ามป่าให้มีลักษณะที่เหมาะสมและเพียงพอ ไม่ใช่ตัดถนน 5 กิโลเมตรแต่สร้างสะพานเชื่อมป่าแค่ 200 เมตร” อ.ดร.ธงชัย กล่าว
ทางด้านของ อ.ดร.พงษ์ชัย ดำรงโรจน์วัฒนา ห้องปฏิบัติการวิจัยนิเวศวิทยาเขตร้อน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ในแง่ของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นักการเมืองและนักอนุรักษ์ มักจะมองต่างมุมกัน อย่างไรก็ตาม กรณีขยายถนนนี้ เมื่อต้องทำ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการสะพานข้ามป่าขึ้น ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะจะช่วยลดช่องวางระหว่างแนวขอบป่า 2 บริเวณ อย่างน้อยสัตว์ป่าก็สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้
“ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องตระหนักอย่างมากคือ การลักลอบล่าสัตว์อยีางผิดกฏหมายโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุน เพราะการสร้างสะพานข้ามป่านั้นเป็นเหมือนสถานที่ๆที่ทุกคนทราบว่าสัตว์ป่าจะต้องเดินผ่านบริเวณนี้ หากมีการสร้างสะพานข้ามป่าแต่มาตรการการป้องกันการค้าสัตว์ป่ารัดกุมไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการลักลอบล่าสุดเพิ่มขึ้น เพราะการซุ่มจับสัตว์ป่าอาจทำได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อตรวจสอบบริเวณสะพานข้ามป่าและการเพิ่มบทลงโทษจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป” ดร.พงษ์ชัย เผยแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
โดยถนนบริเวณถนนหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 42-47 จะเป็นบริเวณแรกที่มีการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่มีความเหมาะสม เพราะห่างไกลจากชุมชน ใกล้แหล่งน้ำ แหล่งอาหารและเป็นบริเวณที่เป็นคอขวดมีพื้นที่ป่า 2 บริเวณอยู่ใกล้กันมากที่สุด โดยสะพานข้ามป่าในบริเวณนี้จะจัดทำขึ้นในรูปแบบอุโมงค์ชนิดตัดดินแล้วถมกลับ (cut and cover tunnel) โดยเป็นการฝังอุโมงค์ให้รถวิ่งทางด้านล่าง และให้สัตว์เดินในพื้นที่เขาด้านบน ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า โดยกรมทางหลวงเตรียมขออนุมัติงบประมาณปี 58 เป็นเงินประมาณกว่า 2,900ล้านบาท
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000085447
วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557
“กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการัง” ประกาศชัยชนะในการรณรงค์
หยุดขายปลานกแก้ว
ภายหลังจากที่นักอนุรักษ์สัตว์ทะเลซึ่งรวมตัวกันในชื่อว่า "กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการัง" ได้เริ่มการรณรงค์ออนไลน์ทางเว็บไซต์ Change.org เมื่อวันที่ 21 ก.ค.57 เพื่อเรียกร้องให้ห้างร้านขนาดใหญ่หยุดขาย "ปลานกแก้ว" ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล ล่าสุดทางกลุ่มได้ประกาศชัยชนะในการรณรงค์หลังจากห้างใหญ่ 5 แห่งมีนโยบายหยุดขายปลานกแก้วทุกรูปแบบ
กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการังระบุว่า ห้างที่ประกาศหยุดขายปลานกแก้ว ได้แก่ เทสโก โลตัส , แมคโคร, ซุปเปอร์มาร์เก็ตในเครือเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ และ วิลล่า มาร์เก็ต
"สำหรับผู้ทำงานด้านการอนุรักษ์ทะเลมานาน นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีโดยไม่ต้องรอมาตรการจากภาครัฐ ถือเป็นการแสดงเจตนาร่วมกันของสังคม นอกจากนี้หนึ่งในผู้จัดส่งอาหารทะเลรายใหญ่ ธรรมชาติซีฟู้ด ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้จัดส่งปลานกแก้วให้กับร้านค้าปลีกกว่า 123 แห่ง ก็ได้ประกาศยุติการรับซื้อและจัดส่งปลานกแก้วเช่นกัน" กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการัง หรือ Reef Guardian Thailand ระบุในแถลงการณ์บนเว็บไซต์ www.change.org/saveparrotfish "แม้จะยังไม่ใช่แก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ แต่เราเชื่อว่าการรณรงค์ดังกล่าวได้ทำให้คนทั่วไปได้ทราบถึงคุณค่าของปลานกแก้วอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังอย่างถูกวิธี"
โดยระหว่างวันที่ 21 ก.ค.57-4 ส.ค.57 มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญดังกล่าวกว่า 23,000 รายชื่อ
"การรณรงค์เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแค่นึกสงสารปลานกแก้ว ซึ่งเป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม แต่ต้องการให้สังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของปลานกแก้วต่อระบบนิเวศปะการัง ซึ่งในฐานะมนุษย์ เราสามารถช่วยเหลือแนวปะการังได้มากมาย โดยเฉพาะการหยุดจับปลาตามแนวปะการัง หยุดการพัฒนาชายฝั่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการท่องเที่ยวแบบไม่รับผิดชอบ" แถลงการณ์ของกลุ่มระบุ
"การรณรงค์ครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกในการทำให้คนเมืองและห้างร้านต่างๆ ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคอย่างไม่พิจารณา เพราะในระบบนิเวศทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนในเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางและรุนแรงไปถึงท้องทะเล รวมไปถึงการชี้ให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ให้การคุ้มครองปลาในแนวปะการังที่อาจถูกลักลอบจับมาอย่างผิดกฎหมาย"
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557
แนวปะการังแคริบเบียน อาจหายเกลี้ยงใน 20 ปี
สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ร่วมมือกับองค์การเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ศึกษาสภาพของแนวปะการังในแถบทะเลแคริบเบียน ที่ถือเป็นแหล่งปะการังสำคัญคิดเป็นสัดส่วนถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ของแนวปะการังโลกทั้งหมด และนักวิชาการด้านชีววิทยายึดถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลก พบว่า แนวปะการังจำนวนมหาศาลในท้องทะเลแถบนี้หลงเหลืออยู่เพียงแต่ 1 ใน 6 ของปริมาณที่เคยมีอยู่เดิม และอาจหายไปจนหมดภายในระยะเวลาเพียง 20 ปี หากยังไม่ดำเนินการแก้ไข
ผลการศึกษาดังกล่าวนี้ระบุว่า แนวปะการังแคริบเบียนเสียหายอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การทำประมงเกินขอบเขต, การท่องเที่ยว, มลภาวะ เรื่อยไปจนถึงภาวะโลกร้อน ทำให้ในช่วงระยะเวลาเพียง 40 ปีที่ผ่านมา แนวปะการังในพื้นที่ดังกล่าวนี้มากถึง 50 แนวถูกทำลายไปจนหมด และถ้าหากยังคงปล่อยให้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปโดยปราศจากการแก้ไข แนวปะการังทั้งหมดของแคริบเบียนจะหายไปภายในเวลาอีก 20 ปีข้างหน้า
คาร์ล กุสตาฟ ลุนดิน หัวหน้าโครงการเพื่ออนุรักษ์ขั้วโลกและทะเลโลกของไอยูซีเอ็น บอกว่าระดับความเร็วของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังแคริบเบียนนั้นน่าตกใจมาก เหตุปัจจัยนั้นมีหลายทางด้วยกัน อย่างเช่นภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพของท้องทะเลเป็นกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการตายของแนวปะการังลามเป็นแถบที่เรียกกันว่า ปะการังฟอกขาว ถูกยึดถือกันมาเป็นเวลานานว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แนวปะการังเสียหาย แต่ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แนวปะการังตายลงอย่างรวดเร็วมากจนถึงขณะนี้ก็คือ การหายไปของปลาปากนกแก้วและหอยเม่นต่างหาก
ปลาปากนกแก้ว กับ หอยเม่น ได้ชื่อว่าเป็น "นักเก็บกวาด" ของท้องทะเลแถบนี้ ด้วยการเล็มสาหร่ายกินเป็นอาหาร เมื่อจำนวนปลาปากนกแก้วและหอยเม่นลดลง สาหร่ายจะลามปกคลุมแนวปะการังอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นการ "หายใจ" ของปะการังจนตายลงในที่สุด ทีมวิจัยพบว่าในปี 1983 เกิดโรคระบาดบางอย่างที่ทำให้หอยเม่นส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นตายลง ต่อมาการทำประมงแบบเกินขีดจำกัด (โอเวอร์ฟิชชิ่ง) ตลอดศตวรรษที่ 20 ทั้งศตวรรษ ทำให้ประชากรปลาปากนกแก้วในบริเวณดังกล่าวเหลือน้อยเต็มที บางแห่งถึงกับเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว
"การขาดหายไปของสัตว์ทั้งสองชนิด ทำลายสมดุลที่ละเอียดอ่อนอย่างมากของระบบนิเวศแนวปะการังตามธรรมชาติไป จนกระทั่งสมมติว่าภาวะโลกร้อนยุติลงทันทีในตอนนี้ แนวปะการังก็จะยังคงลดลงอย่างรวดเร็วอยู่ต่อไป" รายงานดังกล่าวระบุ
แต่ลุนดินบอกว่า ยังพอมีเวลาหลงเหลือให้หาทางยับยั้งความเสียหายของแนวปะการังดังกล่าว แต่ต้องเริ่มทำอย่างหนักแน่นมั่นคงตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เวลาแนวปะการังฟื้่นฟู ตั้งแต่กำจัดการทำประมงเกินขอบเขต การป้องกันไม่ให้ชาวประมงเข้าไปทำประมงใกล้แนวปะการังมากเกินไป จัดโซนนิ่งเพื่อสกัดกั้นการก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ตท่องเที่ยวไม่ให้เข้าไปใกล้แนวชายฝั่ง และจัดการบำบัดน้ำเสียจากที่พักนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ออกกฎหมายห้ามการจับปลาปากนกแก้ว เป็นต้น
ที่สำคัญก็คือ มาตรการทั้งหมดนี้ 38 ประเทศในพื้นที่แคริบเบียนต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้
อ้างอิง http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=5972
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ปลานกแก้วเกลื่อนตลาด ทำลายระบบนิเวศ

การนำปลานกแก้วมาบริโภคด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ เป็นการทำลายระบบนิเวศตามแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเลทางอ้อม แม้บางคนอาจไม่ทราบถึงความสำคัญของปลานกแก้ว ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อก่อนมีการจับปลาในแนวปะการังเยอะมาก ส่งผลให้จำนวนของปลานกแก้วลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังเหล่านี้ก็ไม่ฟื้นตัวอีกเลย ปลานกแก้วมีความสำคัญต่อระบบนิเวศตามแนวปะการังอย่างมาก เพราะปกติปลานกแก้วจะชอบกินสาหร่ายและซากปะการังเป็นอาหาร ซึ่งช่วยลดจำนวนของสาหร่ายไม่ให้ปกคลุมปะการังและแย่งปะการังสังเคราะห์แสง จนปะการังอาจตายได้ อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ตามแนวปะการัง เนื่องจากเวลาเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ ทำให้อุญหภูมิใต้ท้องทะเลเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปะการังผิดปกติ เกิดเป็นปะการังฟอกขาว หากบริเวณแนวปะการังตรงนั้นมีปลานกแก้วอาศัยอยู่ ก็จะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้นถึง 6 เท่า เนื่องจากปลานกแก้วจะกัดกินซากปะการังเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับตัวอ่อนของปะการังได้ลงไปสู่พื้นดิน และเจริญเติมโตเป็นปะการังใหม่ ส่วนขี้ปลานกแก้วจะมีลักษณะเป็นทรายขาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนดินทรายให้กับปะการังและพืชอื่นๆใต้ท้องทะเล เพราะตลอดช่วงชีวิตของปลานกแก้ว 1 ตัว สามารถเพิ่มจำนวนทรายได้กว่า 1 ตัน นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลยังเปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้าเราบริโภคปลานกแก้ว 1 ตัว จะส่งผลให้จำนวนทรายหายไปจากชายหาดกว่าปีละ 90 กิโลกรัม มีจำนวนสาหร่ายปกคลุมแนวปะการังไม่ต่ำกว่า 4 ไร่ ปะการังเสียหายไปกว่า 30 ก้อน และการไม่บริโภคปลานกแก้วช่วยลดปรากฎการณ์โลกร้อนได้ดีกว่าการใช้ถุงผ้า 1,000 ใบ
อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้-ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง
วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
การค้าอันโหดร้ายคุกคามความอยู่รอดของช้างเอเชีย
จากรายงาน Cruel trade in Asian elephants threatens survival - report ของ Matt McGrath ใน BBC News หากรู้ว่าช้างน้อยแสนน่ารักที่ถ่ายรูปอยู่ข้างๆ ต้องทนทรมานอยู่ในปางช้าง และเป็นหนึ่งในช้างที่ควรเติบโตและมีชีวิตอยู่ในป่าเมียนมาร์บ้านเกิด แต่กลับถูกลักลอบนำเข้ามาฝั่งไทย นักท่องเที่ยวเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร?
ทุกปีกลุ่มนักอนุรักษ์นับล้านคน จะรวมตัวกันเพื่อกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลไทย หันมาใส่ใจและแก้ปัญหาการลักลอบค้าและส่งช้างข้ามชายแดนเมียนมาร์เข้ามาฝั่งไทย แรงกดดันเหล่านี้ ทำให้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 รัฐบาลไทยพยายามกวาดล้างการลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมายระหว่างชายแดนไทย-เมียนมาร์ ไปจนถึงพยายามแก้ปัญหาธุรกิจค้าช้างผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ก่อนการประชุมไซเตส เมื่อปีที่แล้วขณะที่มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลขององค์กรด้านการอนุรักษ์และสิ่งแวดล้อม พบว่า ช่วงปี ค.ศ.2011-2013 มีการลักลอบขนส่งช้างอย่างผิดกฎหมายกว่า 81 เชือก เป้าหมายเพื่อขายให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย ทั้งอุตสาหกรรมบัเทิง และค่ายเดินป่า ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดานักท่องเที่ยว นั่นหมายความว่าสถานการณ์ของช้างป่าในเมียนมาร์ยังน่าเป็นห่วง คริส เชพเพิร์ด ผู้อำนวยการทราฟฟิก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยังมีช้างป่าในเมียนมาร์จำนวนมากสูญหายจากการลักลอบฆ่า และค้าช้างผิดกฎหมาย ขณะที่แม้มีกฎหมายคุ้มครอง แต่การดูแลควบคุมตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ มีช่องโหว่อยู่มาก สัตว์ป่ายังถูกลักลอบส่งข้ามประเทศอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้แต่อย่างใด โดยช้างส่วนใหญ่ที่ถูกลักลอบขนส่งจากป่าเมียนมาร์ มาสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฝั่งไทย เป้าหมายหลัก คือ ลูกช้าง โดยราคาขายช้างเด็กพุ่งขึ้นอย่างสูง ราคาทั่วไปในตลาดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายสำหรับลูกช้างที่สมบูรณ์ อยู่ที่ราว 33,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1 ล้านบาท โดยลูกช้างเหล่านั้นถูกจับมาทำให้เชื่อง ด้วยการกักขังและทรมาน ก่อนจะจับใส่กล่องส่งต่อมายังปางช้างไทย ขณะที่ช้างโต ก็จะถูกฆ่าทิ้ง และนำงาส่งไปขายต่อในตลาดค้างาช้าง ทำให้ปริมาณช้างในป่าเมียนมาร์ลดจำนวนลงทุกปี หนึ่งในกฎหมายไทยที่กลุ่มนักอนุรักษ์ มองว่าเป็นหนึ่งในช่องโหว่เอื้อธุรกิจลักลอบค้าลูกช้าง คือ การลงทะเบียนช้างในประเทศ ซึ่งจะสามารถลงทะเบียนช้างไทยได้ก็ต่อเมื่อ ช้างมีอายุ ถึง 8 ปีแล้ว ลูกช้างที่ถูกลักลอบนำเข้าจากเมียนมาร์ จึงถูกนำมาสวมกลายเป็นช้างไทยในที่สุด ปัญหาทางกฎหมายเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยถูกจับตาและถูกรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลหันมาใส่ใจดูแลช้างมากขึ้น ก่อนที่ช้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลดจำนวนลงจนแทบไม่เหลือ ขณะที่ความวุ่นวายทางการเมืองในไทยช่วง 2 ปีมานี้ ก็ยิ่งทำให้การผลักดันกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นักอนุรักษ์ หวังว่าการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือ "ไซเตส" ที่จะมีขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์หน้านี้ จะช่วยกระตุ้นให้ไทยและเมียนมาร์ หันมาใส่ใจและร่วมกันแก้ปัญหาลักลอบค้าช้างป่าอย่างจริงจังเสียที
อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/รายงาน-การค้าอันโหดร้ายคุกคามความอยู่รอดของช้างเอเชีย
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
มูลนิธิสืบฯ ร้องอธิบดีกรมอุทยานฯ เอาผิดเฟซบุ๊คกลุ่ม"ล่าสัตว์ป่า"
มูลนิธิสืบฯ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดกลุ่มเฟซบุ๊ค "ล่าสัตว์ป่า" ที่มีพฤติกรรมการล่าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย
แม้เวลานี้ได้เปลี่ยนชื่อกลุ่ม และตั้งกลุ่มเป็นกลุ่มลับแล้ว แต่มีหลักฐานปรากฎชัด ควรดำเนินการทางกฎหมายให้ได้ เพราะหากปล่อยไว้ อาจเป็นอันตรายต่อค่านิยมของคนในสังคมที่เห็นว่าการล่าสัตว์ป่าเป็นเรื่องสนุก พร้อมเผยสถานการณ์การล่าสัตว์ป่าเพื่อขายต่างประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตหนัก โดยเฉพาะสัตว์ป่า 5 ประเภทได้แก่ "ตัวนิ่ม-เสือ-หมี-เต่า-แรด" ที่พบเจ้าหน้าที่รัฐละเลยการจับกุม
วันนี้ (4 ก.ค.57) นางรตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขอให้ตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิดกลุ่มในโซเซียลมีเดียที่มีการจัดตั้งกลุ่มทางเฟซบุ๊คว่า "ล่าสัตว์ป่า" โดยมูลนิธิสืบฯ มีความห่วงใจต่อรูปแบบกิจกรรมของผู้ล่าที่กระทำอย่างผิดกฎหมาย และการนำภาพมาเผยแพร่สู่สาธารณชนของกลุ่มนี้ จึงอยากให้มีการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีในสังคมต่อไป ทั้งนี้มูลนิธิสืบฯ ได้มอบหมายให้นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิฯ เป็นผู้ดำเนินการเฝ้าระวังตามแผนยุทธศาสตร์ของมูลนิธิสืบฯ ว่าด้วยเรื่องการเฝ้าระวังสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศผืนป่า และสัตว์ป่า
ก่อนหน้านี้ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ได้มีการร้องกรมอุทยานฯให้ตรวจสอบกลุ่มเฟซบุ๊ค "ล่าสัตว์ป่า" "A call for Animal Rights" ไปแล้ว โดยระบุว่ากลุ่มล่าสัตว์ป่ามีสมาชิกประมาณ 2 พันกว่าคน มีวัตถุประสงค์กลุ่มว่า "การล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร โดยจะเน้นไปที่สัตว์ขนาดเล็กและกลาง สัตว์ที่สร้างความเสียหายให้กับพืช สวน ไร่ นา บ่อเลี้ยงปลา โรงเรือน อาคาร หรือพวกที่เป็นสัตว์ต่างถิ่น สัตว์ที่นำโรคมาสู่คนเลี้ยง เป็นต้น สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามล่าโดยเด็ดขาด!! เพราะจะนำมาซึ่งความผิด และความเสียหายแก่ธรรมชาติ" แต่ภาพที่ปรากฏในกลุ่มนี้กลับเต็มไปด้วยการไล่ล่า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น พญากระรอกบินหูแดง ลิงกัง เหยี่ยวขาว ชะมด พญากระรอก แมวดาว เต่าเหลือง อ้น กระจง ค่าง จิ้งจอก นกป่าคุ้มครองมากมาย รวมทั้งมีการประกอบปืนเถื่อน การครอบครองอาวุธสงคราม โดยหลายๆรูปมีคำบรรยายรูปในทำนอง นึกสนุก อยากยิง อยากฆ่า และเป็นการนำมาอวดกันโดยเฉพาะ
นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้สัมภาษณ์กับ "ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์" ว่า การล่าสัตว์ป่าของคนกลุ่มนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการล่าสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง และไม่ได้เป็นการล่าเพื่อนำมาเป็นอาหารตามคำกล่าวอ้าง เนื่องจาก คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนขาดแคลนอาหาร และทุกวันนี้สัตว์ป่ามีจำนวนน้อยมาก น้อยกว่าที่จะทำการล่ามาเพื่อเป็นอาหาร แต่กลับส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์รุนแรง
ประกอบกับการสื่อความของคนกลุ่มนี้ผ่านสื่อโซเซียลเน็ตเวิร์คนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ท้าทายกฎหมาย และยังประกาศตัวในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่านิยมในทำนองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่อง "สนุก" "มันส์" ดังนั้นหากแนวความคิดนี้กลายเป็นค่านิยมใหม่ของสังคม จะเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายอย่างมาก ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนกับสังคมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด ปล่อยให้ลุกลามไม่ได้
กรรมการมูลนิธิสืบฯ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ทราบเรื่องแล้วว่ากลุ่มเฟซบุ๊คดังกล่าวได้ปิดตัวเอง และไปเปิดเป็นกลุ่มเฟซบุ๊คแบบกลุ่มลับ (Secret Group) แล้ว แต่อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้ยังมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย และมีหลักฐานเอาผิดได้แน่นอน ดังนั้นทางมูลนิธิสืบฯต้องการให้ทางกรมอุทยานฯ จริงจังกับการจัดการปัญหานี้ และนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระดับค่านิยมของคนในสังคมต่อไป
อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์การล่าสัตว์ป่าในประเทศไทยขณะนี้ ยังมีปัญหาเรื่องของคำสั่งซื้อ หรือใบสั่งจากต่างประเทศที่ต้องการให้ชาวบ้านไปล่าสัตว์ป่าเพื่อนำสัตว์ป่าไปบริโภคเป็นยาตามความเชื่อ โดยเฉพาะประเทศจีน
"เมื่อจีนมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมาก พบว่า คำสั่งซื้อ หรือคำสั่งให้ล่าสัตว์ป่าหายากมีจำนวนมากขึ้นกว่าแต่เดิมอย่างมาก เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ซึ่งคำสั่งซื้อสัตว์ป่าหายากไม่ได้มาจากประเทศจีนอย่างเดียว อย่างประเทศเวียดนามก็มีมาก" นายแพทย์รังสฤษฎ์กล่าวพร้อมระบุอีกว่า สัตว์ป่าที่มักถูกล่าอย่างผิดกฎหมายนั้นประกอบด้วย สัตว์ป่า 5 ประเภทหลัก คือ ตัวนิ่ม เสือ หมี เต่า และแรด ทั้งนี้สำหรับแรด เป็นสัตว์ป่าหายากที่ประเทศไทยไม่มีเหลือในประเทศแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังถือเป็นทางผ่านของขบวนการการล่าสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ โดยมีการละเลยที่จะเอาความผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข
อ้างอิง: http://news.thaipbs.or.th/content ข่าวสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เผยผลผ่าพิสูจน์วาฬบรูด้าพบช็อกตายเฉียบพลัน
คาดติดอวนเรือประมง
ผลการผ่าพิสูจน์ซากวาฬบรูด้าที่ขึ้นมาเกยตื้น บริเวณป่าโกงกางชายฝั่งทะเล จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2557 ที่ผ่านมา พบว่าเกิดจากอาการช็อกตายแบบเฉียบพลัน และบริเวณลำตัวมีรอยรัด คาดว่าเกิดจากอวนของเรือประมง
วันนี้ (3 ก.ค.2557) ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการแถลงข่าวรายงานผลการผ่าพิสูจน์ซากวาฬบรูด้า ที่ขึ้นมาเกยตื้นบริเวณป่าโกงกางชายฝั่งทะเล ต.แหลมฟ้าผ่า จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2557 ที่ผ่านมา
รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า วาฬบรูด้าตัวดังกล่าวเป็นเพศผู้ อายุไม่เกิน 10 ปี มีขนาดลำตัวยาว 11.27 เมตร น้ำหนักตัวประมาณ 8 ตัน โดยพบผิวหนังภายนอกลอกหลุดและมีรอยรัดบริเวณลำตัว 4 รอย โดยรอยรัดที่พบบริเวณครีบอกเกิดขึ้นก่อนวาฬตาย เนื่องจากพบรอยช้ำที่เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่วนรอยรัดบริเวณด้านหลังคาดว่าเกิดขึ้นหลังจากที่วาฬตายแล้ว
ส่วนระบบผิวหนังของวาฬบรูด้า มีเลือดในลักษณะของรอยช้ำที่เกิดจากการกระแทกด้วยของแข็งหรือของมีคม ระบบทางเดินอาหารพบว่ามีอาหารอยู่เต็มกระเพาะ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในลำไส้ และปอดอยู่ในสภาพปกติ แต่ในส่วนของหัวใจพบว่าหดเกร็งและไม่พบเลือดภายในหัวใจ สันนิษฐานว่าอาจช็อกตายแบบเฉียบพลัน ผิดธรรมชาติ และภาวะช็อกที่เกิดขึ้นในวาฬบรูด้ากรณีนี้ คาดว่าเกิดจากวาฬอาจไม่ชินที่ต้องอยู่ในสภาพที่ถูกอวนรัด จนเกิดความเครียดจากการดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากอวน จึงทำให้ช็อกและเสียชีวิตในที่สุด รศ.สพญ.ดร.นันทริกา กล่าว
ส่วนการกำจัดซากวาฬบรูด้า นายนพพล ศรีสุข อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า เบื้องต้นจะทำการย่อยสลายโดยการชำแหละชิ้นเนื้อให้เป็นชิ้นเล็ก และส่งชิ้นเนื้อไปตรวจสอบก่อนว่ามีพิษหรือไม่ หากไม่มีพิษคาดว่าจะดำเนินการโดยจ้างเอกชนนำไปเผาทำลาย ซึ่งคิดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด และทั้งนี้หากพบว่าการตายของวาฬบรูด้าเป็นการกระทำของมนุษย์ ก็จะต้องหาหลักฐานมาประกอบ จึงอยากจะวิงวอนให้ผู้ประกอบการเฝ้าระวังและเห็นความสำคัญของสัตว์น้ำเหล่านี้ และอยากขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือประมง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเล ให้พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้วาฬ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้สั่งการให้ทีมงานทุกหน่วยทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ตรวจสอบปัญหาและสาเหตุ หรือการทำประมงที่อาจส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำ
อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุอีกว่า จากการสำรวจปัจจุบันพบวาฬบรูด้าในอ่าวไทยตอนบนอย่างน้อย 45 ตัว และวาฬบรูด้าถือเป็นสัตว์ประจำถิ่นอ่าวไทยตอนบน พบได้ตั้งแต่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ ชายฝั่งทะเล จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม จนถึง จ.เพชรบุรี ห่างจากฝั่ง 4-30 กม. โดยจะพบวาฬบรูด้าได้เกือบตลอดทั้งปี
อ้างอิง: http://news.thaipbs.or.th/content ข่าวสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ดงพญาเย็น-เขาใหญ่! มรดกโลกภาวะอันตราย
คณะกรรมการมรดกโลก ยังไม่มีการลงมติให้ 'กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่' ถูกขึ้นบัญชีมรดกโลก
ในภาวะอันตรายโดย ขอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาแผนปฏิบัติการและมาตรการร่วมกับประเทศที่เกียวข้อง หยุดยั้งค้าไม้พะยูง!!
นายนิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดีรักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่า ขอขอบคุณคณะผู้แทนไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ช่วยชี้แจงต่อที่ประชุม คณะกรรมการมรดกโลก ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 15-20 มิถุนายนที่ผ่านมา จนทำให้ภาคีสมาชิกมากกว่า 2 ใน 3 จากจำนวนทั้งหมด 21 ประเทศ ยังไม่มีการลงมติให้ กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถูกขึ้นบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย จากเหตุผลหลัก 2 ประเด็น คือ 1.มีการลักลอบตัดไม้พะยูงจนเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก และ 2.มีการบุกรุกพื้นที่โดยรอบเพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศและรีสอร์ต อันจะเป็นการทำให้เสี่ยงต่อคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมรดกโลก ขอให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาแผนปฏิบัติการ และมาตรการ รวมทั้งประสานงานประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเวียดนาม ในการหยุดยั้งการค้าไม้พะยูง
ส่วนกรณีการขยายช่องทางจราจรของทางหลวงหมายเลข 304 ทางคณะกรรมการฯ เน้นย้ำให้ดำเนินมาตรการบังคับใช้การควบคุมความเร็วยานพาหนะ และเร่งรัดให้ประเทศไทยห้ามอนุญาตขยายช่องทางการจราจรทางหลวงหมายเลข 304 สำหรับกรณีการสร้างเขื่อนห้วยโสมง ในส่วนที่มีการดำเนินการไปแล้วให้ดำเนินการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ทั้งระหว่างก่อสร้างและหลังก่อสร้าง โดยกรมชลประทานและกรมอุทยานแห่งชาติฯ ต้องสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบทางลบต่อคุณค่าความโดดเด่นของพื้นที่มรดกโลก กรณีสุดท้ายคือการพิจารณาการสร้างเขื่อนห้วยสะโตน คณะกรรมการฯ เสนอให้ยกเลิกการสร้างเขื่อนฯ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อพื้นที่มรดกโลกที่สำคัญ
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังมีข้อร้องขอให้ประเทศไทยดำเนินการตามคำแนะนำจากองค์กรสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ (IUCN) ปี 2557 ในทุกประเด็น โดยเฉพาะแก้ปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง ให้มีการลาดตระเวนอย่างสม่ำเสมอ และหามาตรการใหม่ๆ เพื่อลดความต้องการซื้อไม้พะยูง รวมทั้งจัดการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในทุกรูปแบบ โดยให้ประเทศไทยทำรายงานรวมถึงแผนปฏิบัติการส่งศูนย์มรดกโลก ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อนำกลับมาพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
สำหรับ รายชื่อคณะผู้แทนไทยในการไปชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ประกอบด้วย 1. นายอภิชาต ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส หัวหน้าคณะผู้แทนไทย 2.นายวิจารย์ สิมฉายา รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.นายนิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 4.นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 5.นายเชิดเกียรติ อัตถากร รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ 6.นางรวีวรรณ ภูริเดช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 7. นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง.
อ้างอิง : http://www.thairath.co.th/content/431426
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
คอนกรีตลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคนซัส สเตต ในสหรัฐอเมริกา คิดค้นและพัฒนาการใช้ของเหลือจากกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมาเป็นส่วนผสมในการผลิตคอนกรีตแบบใหม่ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดในกระบวนการผลิตคอนกรีตทั่วไป ซึ่งส่วนผสมดังกล่าวยังช่วยให้คอนกรีตแบบใหม่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นด้วย
โดยทีมวิจัยใช้ของเหลือที่ได้จากกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลชีวภาพ อย่างเช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ฟาง ฯลฯ เป็นวัตถุดิบแทนปูนซีเมนต์ในขั้นตอนการผลิตคอนกรีต ด้วยวิธีการดังกล่าวสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตได้ และยังเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับคอนกรีตชนิดใหม่นี้ด้วย ทั่วโลกมีความต้องการใช้คอนกรีตเกือบ 7 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งขั้นตอนการผลิตคอนกรีตนั้นสร้างก๊าซพิKคาร์บอนไดออกไซด์ 3 – 8 เปอร์เซ็นต์ จากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ซึ่งการผลิตคอนกรีตชนิดใหม่นี้จะช่วยแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นกับโลกได้
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากซิก้า ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการในเรื่องของความทนทาน แต่ยังป็นผลิตภัณฑ์และแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับแนวโน้มของการเทคอนกรีตที่ทันสมัย และสามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องในเรื่องของการรักษาระบบนิเวศอีกด้วย
อ้างอิง:http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=119&cno=4288http://tha.sika.com/
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557
กทม.เตือนรับมือพายุหมุน กทม.เตือนรับมือพายุหมุนปีนี้รุนแรง
มีคำเตือนจากกรุงเทพมหานครช่วงนี้อาจเกิดพายุหมุนบ่อยครั้ง ประชาชนควรเร่งซ่อมแซมบ้านเรือนรวมทั้งเลี่ยงจุดเสี่ยง กรุงเทพฯ กทม.เตือนภัยประชาชนรับมือพายุหมุนเขตร้อน แนะซ่อมแซมบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างให้แข็งแรงรับแรงลมได้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงต่างๆ เผยปีนี้พายุหมุนรุนแรงกว่าทุกปี ล่าสุดเหตุเสาไฟฟ้าล้มที่บางนา-ตราด 40 ต้น เป็นบทเรียนสำคัญ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนนี้ พ.ต.อ.พิชัย เกรียงวัฒนศิริ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. แจ้งว่า ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนและมีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมาก ส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง ทำให้บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหาย ป้ายโฆษณาและต้นไม้โค่นล้ม ดังนั้นกรุงเทพมหานครจึงกำหนดให้มีแผนปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติภัยจากพายุหมุนเขตร้อนของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2557 ขึ้น เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่เกิดจากพายุหมุนเขตร้อน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยประสานกับองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วน อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการป้องกันและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินจากภัยพายุหมุนเขตร้อนหากเกิดขึ้นในช่วงนี้พ.ต.อ.พิชัยกล่าวว่า กทม.ขอแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมการและหลบเลี่ยงอันตรายจากพายุหมุนเขตร้อนและฝนฟ้าคะนอง หากเกิดลมพายุหมุนหรือฝนฟ้าคะนองรุนแรงให้อยู่ห่างจากสิ่งที่อาจโค่นล้มลงมาได้ เช่น ป้ายโฆษณา ต้นไม้ และเสาไฟฟ้า เป็นต้น ควรอยู่ในอาคารบ้านเรือนที่มีความมั่นคงแข็งแรงจนกว่าสถานการณ์จะยุติลง ถ้าอยู่ในตึกหรืออาคารสูงให้หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ขึ้น-ลง และควรใช้บันไดแทน เนื่องจากอาจเกิดไฟฟ้าดับ ทำให้ติดค้างอยู่ในลิฟต์ได้ กรณีที่อยู่ในที่โล่งแจ้งไม่ควรหลบใต้ต้นไม้หรือเพิงพักที่อยู่โดดเดี่ยว และควรหลีกเลี่ยงหรือระงับการทำกิจกรรมกลางแจ้งทันที เนื่องจากพื้นที่ที่เปียกและวัสดุที่สูงหรืออยู่โดดเดี่ยวจะเป็นสื่อล่อฟ้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ควรแนะนำบุตรหลานเด็กเล็กให้อยู่ห่างจากวัตถุที่เป็นสื่อไฟฟ้าทุกชนิด เช่น ลวดโลหะ ท่อน้ำ แนวรั้วบ้าน อุปกรณ์ทำสวน เป็นต้น ในกรณีที่พบเห็นสายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์ชำรุดไม่ควรหยิบจับหรือเข้าใกล้ เพราะอาจเกิดอันตรายจากการถูกไฟฟ้าดูดได้ และควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข ไม่ควรใส่เครื่องประดับหรือวัตถุโลหะในที่โล่งแจ้งในขณะที่เกิดฝนฟ้าคะนอง งดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ชั่วคราว ควรดูแลสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ภายนอกบ้านให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยเสมอ โดยเฉพาะโครงสร้างที่ชำรุดเสียหายควรซ่อมแซมให้แข็งแรง ทั้งนี้ หากพบเห็นกิ่งไม้ที่ไม่แข็งแรงพาดอยู่บนสายไฟ หรือพบเห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่ไม่แข็งแรงและอาจเกิดการโค่นล้มจากพายุได้ ให้รีบแจ้งศูนย์ดับเพลิงและกู้ภัย โทร.199 หรือแจ้งที่สำนักงานเขตท้องที่ เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป "จะเห็นภัยจากพายุลมแรงเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในปีนี้ก็เกิดความเสียหายเนื่องจากลมพายุกระโชกแรงมากกว่าทุกปี ยากต่อการรับมือ เช่น ป้ายโฆษณาล้ม หลังคาปลิว รวมถึงครั้งล่าสุดที่รุนแรงมากคือ กรณีเสาไฟฟ้าบริเวณถนนบางนา-ตราด มุ่งหน้าจังหวัดชลบุรี กิโลเมตรที่ 29-31 เกิดหักโค่นลงมาถึง 40 ต้น กทม.จึงต้องแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง รวมถึงโครงสร้างต่างๆ เอาไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และพื้นที่กรุงเทพฯ มีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก ทำให้ความเสียหายย่อมมากกว่าพื้นที่จังหวัดอื่นอยู่แล้ว" ผอ.สปภ.กล่าว
อ้างอิง: http://www.en.mahidol.ac.th/thai/news/envi_news.php
ที่มา ไทยโพสต์ ,ข่าวทั่วไป,วันพฤหัสที่ 12 มิถุนายน 2557
ที่มา ไทยโพสต์ ,ข่าวทั่วไป,วันพฤหัสที่ 12 มิถุนายน 2557
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557
กระตุ้น'รักษ์'สิ่งแวดล้อม
เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 3 ห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ เอ็ม ฮาร์ท : ติ้ง กรีน นำผลิตภัณฑ์-ผลิตผล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกิจกรรมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 6 มิถุนายนนี้ ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกได้คะแนนสะสม ถึงสิ้นปี 2557
โดย นงลักษณ์ โลหะมาณพ ผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ได้กล่าวถึงกิจกรรมดังกล่าวว่า กิจกรรมภายใต้โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อมีส่วนร่วมในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2557 นี้ มี 2 ส่วน ด้วยกัน โดยส่วนแรกเป็นการกระตุ้น เชิญชวน และสร้างจิตสำนึก ในการลดใช้ถุงพลาสติก ในส่วนที่ 2 เป็นการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด "กรีนมาร์เก็ต" โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีจำหน่ายในห้าง มาออกบู๊ธในงานสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2557 ร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
"สำหรับผลิตภัณฑ์สีเขียว หรือกรีนโพรดักท์ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยซึ่งผลิตภัณฑ์สีเขียวมีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยปราศจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย, เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์, เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีก, เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์พลังงานธรรมชาติ ผลิตแล้วต้องไม่เปลืองพลังงาน, เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภาชนะหีบห่อน้อยที่สุด การออกแบบกล่อง หรือหีบห่อบรรจุ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย, กระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ห้ามทารุณกรรมสัตว์ เช่น สุนัข แมวหรือลิงโดยการนำไปสัตว์ทดลองเพื่อวิจัยผลการผลิตสินค้า, ห้ามนำสัตว์สงวนพันธุ์มาผลิตเป็นสินค้าเด็ดขาด หรือมีการทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้นทางอ้อม โดยสรุปคือ ผลิตภัณฑ์สีเขียวจะต้องประกอบหลักการ 4R คือ การลดของเสีย (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair)" ผู้จัดการใหญ่ให้รายละเอียดเป็นการปิดท้าย
อ้างอิง: http://www.komchadluek.net/detail/20140605/185830.html
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ,ข่าวต่างประเทศ.ข่าวทั่วไป,วันพฤหัสที่ 5 มิถุนายน 2557
เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 3 ห้างสรรพสินค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ เอ็ม ฮาร์ท : ติ้ง กรีน นำผลิตภัณฑ์-ผลิตผล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกิจกรรมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 6 มิถุนายนนี้ ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกได้คะแนนสะสม ถึงสิ้นปี 2557
โดย นงลักษณ์ โลหะมาณพ ผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ได้กล่าวถึงกิจกรรมดังกล่าวว่า กิจกรรมภายใต้โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อมีส่วนร่วมในวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2557 นี้ มี 2 ส่วน ด้วยกัน โดยส่วนแรกเป็นการกระตุ้น เชิญชวน และสร้างจิตสำนึก ในการลดใช้ถุงพลาสติก ในส่วนที่ 2 เป็นการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด "กรีนมาร์เก็ต" โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีจำหน่ายในห้าง มาออกบู๊ธในงานสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2557 ร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
"สำหรับผลิตภัณฑ์สีเขียว หรือกรีนโพรดักท์ หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยซึ่งผลิตภัณฑ์สีเขียวมีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตให้พอดีกับความต้องการของผู้บริโภค โดยปราศจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย, เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้สารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์, เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้อีก, เป็นผลิตภัณฑ์ที่อนุรักษ์พลังงานธรรมชาติ ผลิตแล้วต้องไม่เปลืองพลังงาน, เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภาชนะหีบห่อน้อยที่สุด การออกแบบกล่อง หรือหีบห่อบรรจุ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย, กระบวนการผลิตสินค้าในโรงงานต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ห้ามทารุณกรรมสัตว์ เช่น สุนัข แมวหรือลิงโดยการนำไปสัตว์ทดลองเพื่อวิจัยผลการผลิตสินค้า, ห้ามนำสัตว์สงวนพันธุ์มาผลิตเป็นสินค้าเด็ดขาด หรือมีการทำลายชีวิตสัตว์เหล่านั้นทางอ้อม โดยสรุปคือ ผลิตภัณฑ์สีเขียวจะต้องประกอบหลักการ 4R คือ การลดของเสีย (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำมาปรับใช้ใหม่ (Recycle) และการซ่อมบำรุง (Repair)" ผู้จัดการใหญ่ให้รายละเอียดเป็นการปิดท้าย
อ้างอิง: http://www.komchadluek.net/detail/20140605/185830.html
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ,ข่าวต่างประเทศ.ข่าวทั่วไป,วันพฤหัสที่ 5 มิถุนายน 2557
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หมายถึง การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอากาศบริเวณใกล้ผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึง 0.74-0.18 องศาเซลเซียส และจากแบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศพบว่าในปี พ.ศ. 2544 – 2643 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เพราะว่าก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญถ่านหินและเชื้อเพลิง รวมไปถึงสารเคมีที่มีส่วนผสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ใช้ และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์ที่ควรจะสะท้อนกลับออกไปในปริมาณที่เหมาะสม กลับถูกก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กักเก็บไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกค่อยๆสูงขึ้นจากเดิม ผลกระทบของภาวะโลกร้อนนั้นก็มีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ สภาพลมฟ้าอากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุที่รุนแรง อากาศที่ร้อนผิดปกติจนมีคนเสียชีวิต รวมไปถึงโรคระบาดชนิดใหม่ๆ หรือโรคระบาดที่เคยหายไปจากโลกนี้แล้วก็กลับมาให้เราได้เห็นใหม่ และพาหะนำโรคที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ในอนาคตคาดว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆเราสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้หลายวิธี หลักๆก็เห็นจะเป็นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัด เพราะว่าพลังงานที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้กว่าจะมาถึงให้เราได้ใช้นั้น ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนในการผลิตมากมาย และแต่ละขั้นตอนก็จะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นมา เพราะฉะนั้นการลดใช้พลังงานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เช่น การปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้ การใช้น้ำอย่างประหยัด การใช้จักรยานแทนรถยนต์ในการเดินทางใกล้ๆ และอื่นๆอีกมากมาย การปลูกต้นไม้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ อย่างที่เรารู้กันดีว่าในเวลากลางวัน ต้นไม้นั้นจะช่วยหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกมาเป็นก๊าซออกซิเจน เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศให้กับโลกของเราโดยแท้ แต่ทว่าปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายและมีจำนวนลดลงไปอย่างมาก ฉะนั้นถ้าเราทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ ก็เหมือนกับช่วยเพิ่มเครื่องฟอกอากาศให้กับโลกของเรา
อ้างอิง:http://www.youtube.com/watch?v=sgmeWm94_Qc
วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ฮ่องกงเผาทำลายงาช้างเกือบ 30 ตัน
ฮ่องกงเริ่มปฏิบัติการเผางาช้างครั้งใหญ่สุดในโลก ทั้งหมดเกือบ 30 ตัน นักอนุรักษ์แซ่ซ้องเป็นสัญญาณทรงพลังต้านล่าช้างผิดกฎหมาย
ฮ่องกงเริ่มเผาทำลายงาช้างที่ยึดได้ตั้งแต่ปี 2546 จำนวนเกือบ 30 ตัน ซึ่งถือเป็นการเผาทำลายครั้งใหญ่สุดในโลก
และมีขึ้นหลังจากคณะกรรมการว่าด้วยสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของทางการฮ่องกงเห็นพ้องให้ทำลาย
ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์
หว่อง คัม ซิง
เลขาธิการสำนักงานสิ่งแวดล้อมฮ่องกง กล่าวว่า พิธีวันนี้จะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนและกึกก้องทั้งในฮ่องกงและประชาคมระหว่างประเทศว่า
ทางการฮ่องกงมุ่งมั่นสกัดกั้นการค้างาช้างผิดกฎหมายและหวังว่าจะช่วยยุติการล่าช้างผิดกฎหมายในเวลาเดียวกัน งาช้างราว 1 ตัน ถูกเผาทำลายในวันแรก
ที่หน้าโรงงานย่านซิงอี้ โดยตัดเลื่อยออกเป็นส่วนเล็กๆ ก่อนนำใส่เตาเผา
งาช้างที่เผาไหม้เป็นเถ้าถ่านแล้วจะถูกนำไปฝังกลบต่อไป
ส่วนงาช้างที่ยังเหลืออีกราว 28 ตัน จะทยอยเผาทำลายในหนึ่งปี
ฮ่องกงติดอันดับ 5 แหล่งยึดงาช้างในแง่ปริมาณช่วงปี 2543-2556 โดยปริมาณที่ยึดได้จากกลุ่มลักลอบขนค้า
เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากปี 2552 และทำสถิติสูงสุด 8,041 กิโลกรัม ในปีที่แล้ว
จนกลายเป็นสต็อกงาช้างขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก
รายงานระบุว่า
งาช้างทั้งหมด 33.37 ตัน ที่ยึดได้นับจากปี 2546 ส่วนมากส่งทางเรือมาจากประเทศแอฟริกา ประมาณ 400 กิโลกรัม
ถูกนำไปบริจาคแก่โรงเรียนเพื่อใช้ในการเรียนการสอน
และบางส่วนถูกส่งไปทดลองเผาก่อนหน้า
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า
การเผาทำลายงาช้างครั้งใหญ่สุดในโลกครั้งนี้
ถือเป็นก้าวสำคัญในการสกัดกั้นการล่าช้างผิดกฎหมาย
เอียน
ดักลาส ฮามิลตัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ช้าง กล่าวว่า
ความเป็นผู้นำของฮ่องกงในเรื่องนี้อาจช่วยชีวิตช้างได้มาก ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า
งาช้างเหล่านี้ปลายทางอยู่ที่จีน ประเทศที่มีความต้องการงาช้างราว 70% ของโลก
ความเคลื่อนไหวของฮ่องกงเป็นไปในทางเดียวกับรัฐบาลหลายประเทศ
รวมทั้งรัฐบาลจีนที่ทำลายงาช้างกว่า 6 ตัน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เป็นการทำลายงาช้างต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก เพื่อส่งสัญญาณว่า
จีนไม่สนับสนุนการค้างาช้างผิดกฎหมาย
ส่วนฝรั่งเศสทำลายงาช้างผิดกฎหมายกว่า 3 ตัน ในพิธีที่จัดขึ้นบริเวณหอไอเฟล
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
อ้างอิง: http://www.komchadluek.net/detail/20140516/184746.html
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ,ข่าวต่างประเทศ.ข่าวทั่วไป,วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2557
ฮ่องกงเผาทำลายงาช้างเกือบ 30 ตัน
ฮ่องกงเริ่มปฏิบัติการเผางาช้างครั้งใหญ่สุดในโลก ทั้งหมดเกือบ 30 ตัน นักอนุรักษ์แซ่ซ้องเป็นสัญญาณทรงพลังต้านล่าช้างผิดกฎหมาย
ฮ่องกงเริ่มเผาทำลายงาช้างที่ยึดได้ตั้งแต่ปี 2546 จำนวนเกือบ 30 ตัน ซึ่งถือเป็นการเผาทำลายครั้งใหญ่สุดในโลก
และมีขึ้นหลังจากคณะกรรมการว่าด้วยสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของทางการฮ่องกงเห็นพ้องให้ทำลาย
ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์
หว่อง คัม ซิง
เลขาธิการสำนักงานสิ่งแวดล้อมฮ่องกง กล่าวว่า พิธีวันนี้จะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนและกึกก้องทั้งในฮ่องกงและประชาคมระหว่างประเทศว่า
ทางการฮ่องกงมุ่งมั่นสกัดกั้นการค้างาช้างผิดกฎหมายและหวังว่าจะช่วยยุติการล่าช้างผิดกฎหมายในเวลาเดียวกัน งาช้างราว 1 ตัน ถูกเผาทำลายในวันแรก
ที่หน้าโรงงานย่านซิงอี้ โดยตัดเลื่อยออกเป็นส่วนเล็กๆ ก่อนนำใส่เตาเผา
งาช้างที่เผาไหม้เป็นเถ้าถ่านแล้วจะถูกนำไปฝังกลบต่อไป
ส่วนงาช้างที่ยังเหลืออีกราว 28 ตัน จะทยอยเผาทำลายในหนึ่งปี
ฮ่องกงติดอันดับ 5 แหล่งยึดงาช้างในแง่ปริมาณช่วงปี 2543-2556 โดยปริมาณที่ยึดได้จากกลุ่มลักลอบขนค้า
เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากปี 2552 และทำสถิติสูงสุด 8,041 กิโลกรัม ในปีที่แล้ว
จนกลายเป็นสต็อกงาช้างขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก
รายงานระบุว่า
งาช้างทั้งหมด 33.37 ตัน ที่ยึดได้นับจากปี 2546 ส่วนมากส่งทางเรือมาจากประเทศแอฟริกา ประมาณ 400 กิโลกรัม
ถูกนำไปบริจาคแก่โรงเรียนเพื่อใช้ในการเรียนการสอน
และบางส่วนถูกส่งไปทดลองเผาก่อนหน้า
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า
การเผาทำลายงาช้างครั้งใหญ่สุดในโลกครั้งนี้
ถือเป็นก้าวสำคัญในการสกัดกั้นการล่าช้างผิดกฎหมาย
เอียน
ดักลาส ฮามิลตัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ช้าง กล่าวว่า
ความเป็นผู้นำของฮ่องกงในเรื่องนี้อาจช่วยชีวิตช้างได้มาก ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า
งาช้างเหล่านี้ปลายทางอยู่ที่จีน ประเทศที่มีความต้องการงาช้างราว 70% ของโลก
ความเคลื่อนไหวของฮ่องกงเป็นไปในทางเดียวกับรัฐบาลหลายประเทศ
รวมทั้งรัฐบาลจีนที่ทำลายงาช้างกว่า 6 ตัน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เป็นการทำลายงาช้างต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก เพื่อส่งสัญญาณว่า
จีนไม่สนับสนุนการค้างาช้างผิดกฎหมาย
ส่วนฝรั่งเศสทำลายงาช้างผิดกฎหมายกว่า 3 ตัน ในพิธีที่จัดขึ้นบริเวณหอไอเฟล
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ,ข่าวต่างประเทศ.ข่าวทั่วไป,วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2557
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











