วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


ฮ่องกงเผาทำลายงาช้างเกือบ 30 ตัน

               ฮ่องกงเริ่มปฏิบัติการเผางาช้างครั้งใหญ่สุดในโลก ทั้งหมดเกือบ 30 ตัน นักอนุรักษ์แซ่ซ้องเป็นสัญญาณทรงพลังต้านล่าช้างผิดกฎหมาย




                  ฮ่องกงเริ่มเผาทำลายงาช้างที่ยึดได้ตั้งแต่ปี 2546 จำนวนเกือบ 30 ตัน ซึ่งถือเป็นการเผาทำลายครั้งใหญ่สุดในโลก และมีขึ้นหลังจากคณะกรรมการว่าด้วยสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ของทางการฮ่องกงเห็นพ้องให้ทำลาย ท่ามกลางแรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์  

       หว่อง คัม ซิง เลขาธิการสำนักงานสิ่งแวดล้อมฮ่องกง กล่าวว่า พิธีวันนี้จะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนและกึกก้องทั้งในฮ่องกงและประชาคมระหว่างประเทศว่า ทางการฮ่องกงมุ่งมั่นสกัดกั้นการค้างาช้างผิดกฎหมายและหวังว่าจะช่วยยุติการล่าช้างผิดกฎหมายในเวลาเดียวกัน งาช้างราว 1 ตัน ถูกเผาทำลายในวันแรก ที่หน้าโรงงานย่านซิงอี้ โดยตัดเลื่อยออกเป็นส่วนเล็กๆ ก่อนนำใส่เตาเผา งาช้างที่เผาไหม้เป็นเถ้าถ่านแล้วจะถูกนำไปฝังกลบต่อไป ส่วนงาช้างที่ยังเหลืออีกราว 28 ตัน จะทยอยเผาทำลายในหนึ่งปี 
         
          ฮ่องกงติดอันดับ 5 แหล่งยึดงาช้างในแง่ปริมาณช่วงปี 2543-2556 โดยปริมาณที่ยึดได้จากกลุ่มลักลอบขนค้า เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากปี 2552 และทำสถิติสูงสุด 8,041 กิโลกรัม ในปีที่แล้ว จนกลายเป็นสต็อกงาช้างขนาดใหญ่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

          รายงานระบุว่า งาช้างทั้งหมด 33.37 ตัน ที่ยึดได้นับจากปี 2546 ส่วนมากส่งทางเรือมาจากประเทศแอฟริกา ประมาณ 400 กิโลกรัม ถูกนำไปบริจาคแก่โรงเรียนเพื่อใช้ในการเรียนการสอน และบางส่วนถูกส่งไปทดลองเผาก่อนหน้า 
          กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า การเผาทำลายงาช้างครั้งใหญ่สุดในโลกครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสกัดกั้นการล่าช้างผิดกฎหมาย

             เอียน ดักลาส ฮามิลตัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ช้าง กล่าวว่า ความเป็นผู้นำของฮ่องกงในเรื่องนี้อาจช่วยชีวิตช้างได้มาก ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า งาช้างเหล่านี้ปลายทางอยู่ที่จีน ประเทศที่มีความต้องการงาช้างราว 70% ของโลก 

           ความเคลื่อนไหวของฮ่องกงเป็นไปในทางเดียวกับรัฐบาลหลายประเทศ รวมทั้งรัฐบาลจีนที่ทำลายงาช้างกว่า 6 ตัน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นการทำลายงาช้างต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก เพื่อส่งสัญญาณว่า จีนไม่สนับสนุนการค้างาช้างผิดกฎหมาย 

          ส่วนฝรั่งเศสทำลายงาช้างผิดกฎหมายกว่า 3 ตัน ในพิธีที่จัดขึ้นบริเวณหอไอเฟล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์



          อ้างอิง: http://www.komchadluek.net/detail/20140516/184746.html
                                     หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ,ข่าวต่างประเทศ.ข่าวทั่วไป,วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม 2557

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557



ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน


                 ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป บางสายพันธุ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้เลยทีเดียว ยกตัวอย่างสัตว์โลกที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากภาวะโลกร้อนโดยตรงในตอนนี้ก็คือสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณน้ำแข็งขั้วโลกอย่างนกเพนกวิน และหมีขั้วโลก 


สำหรับมนุษย์ผู้ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้นก็ย่อมได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ที่เห็นกันได้ค่อนข้างชัดเลยก็คือสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ที่ไหนแห้งแล้งก็จะแห้งแล้งอย่างรุนแรง ขาดน้ำสะอาดที่จะใช้บริโภคและไม่มีน้ำพอที่จะใช้ทำการเกษตรกรรม ในขณะเดียวกันถึงเวลาหน้าฝน น้ำก็เทลงมามากจนเกินความต้องการ ส่งผลทำให้เกิดอุทกภัยอย่างหนัก ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย พืชผลที่ผลิตได้มีจำนวนน้อยลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ 

ภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลกระทบในหลายๆด้าน ขอแยกออกเป็นหัวข้อดังนี้

ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศวิทยา

เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เมื่อน้ำแข็งจำนวนมากละลายลงก็ทำให้ปริมาณน้ำทะเลในโลกของเรานั้นสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงเลยก็คือทำให้น้ำท่วม สถานที่ๆเรารู้จักกันหลายๆที่ก็จะจมมิดอยู่ใต้ท้องทะเล อย่างเช่น หมู่เกาะมัลดีฟส์และกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเราก็เช่นกัน

นอกจากนั้นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นมาบวกกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ระบบนิเวศของท้องทะเลเปลี่ยนไป ทำให้สัตว์น้ำจำนวนมากปรับตัวไม่ได้และจะต้องตายลงไป ตอนนี้ที่เห็นอยู่กันทั่วโลกก็คือปรากฏการณ์ฟอกขาวของปะการัง เกิดจากการที่โพลิปของปะการังนั้นตายเพราะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้ เหลือไว้แต่ส่วนที่เป็นโครงสร้างสีขาวไร้ซึ่งชีวิต ไม่ต่างอะไรกับโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ซึ่งปะการังนั้นเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีปะการังสัตว์น้ำต่างๆก็จะลดจำนวนลงไป และบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด

อีกผลกระทบที่พวกเราเห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น และรุนแรงมากขึ้น เป็นเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ฤดูหนาวสั้นลง ฤดูร้อนยาวนานขึ้น และเมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น น้ำจากทะเลและจากแหล่งน้ำต่างๆก็เกิดการระเหยมากขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็จะมีปริมาณที่สูงขึ้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ต่อไปอาหารและน้ำสะอาดก็จะขาดแคลน เพราะว่าพืชผลปลูกได้ยากขึ้นจากการที่อากาศเปลี่ยนไป ซ้ำยังมีภัยพิบัติมาคอยทำลายพื้นที่เพาะปลูกและพืชผลให้เสียหายอีกด้วย
ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ

อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว เมื่อสัตว์น้ำมีจำนวนน้อยลงก็ทำให้สูญเสียรายได้จากการจับสัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำที่เคยสวยงามที่เคยมีก็หมดไป ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว อีกทั้งการเกษตรก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ปริมาณพืชผลที่เคยผลิตได้มากมายก็ลดน้อยไป ส่งผลให้อาหารการกินแพงขึ้น และสินค้าขาดตลาด

ภัยพิบัติที่รุนแรงยังส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่โรงงานและแหล่งอุตสาหกรรมอีกด้วย จะเห็นได้จากน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ที่โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังต้องใช้งบเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนด้วย
ผลกระทบในด้านของสุขภาพ

อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นนั้นส่งผลให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมของการดำรงชีวิตของแบคทีเรียและศัตรูพืชหลายๆชนิด ซึ่งทำให้ในอนาคตจะมีผู้ที่ติดเชื้อและล้มป่วยมากขึ้น ยกตัวอย่างโรคไข้เลือดออกที่ทุกคนรู้จักกันดี รวมไปถึงไข้มาลาเรีย อหิวาตกโรคก็จะระบาดเพิ่มขึ้นมากในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า

ภัยพิบัติต่างๆทำให้การดำรงชีวิตนั้นยากลำบากมากขึ้น อย่างเช่นการเกิดอุทกภัยทำให้เกิดการปนเปื้อนของสิ่งสกปรกในน้ำที่เราใช้อุปโภคบริโภค อาหารมีราคาแพงขึ้น ทำให้ผู้คนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ยกตัวอย่างประเทศที่ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มในแถบแอฟริกาบางประเทศ ทุกคนน่าจะพอเคยเห็นภาพเหล่านั้นมาบ้างแล้ว

ในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าโลกของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก การใช้ชีวิตก็จะลำบากมากขึ้นกว่าตอนนี้ เนื่องจากธรรมชาติที่มีถูกทำลายไปจนเกือบจะไม่เหลือ ถึงตอนนั้นเชื่อว่าจะต้องมีคนคิดว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว…พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่
อ้างอิง:http://www.youtube.com/watch?v=n5N2Cffl-Q8