"โลกให้ชีวิต เราต้องคิดดูกันให้ดีน่ะค่ะว่าจะช่วยโลกนี้ให้สดใสกันได้อย่างไร"
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ชาวโป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี
ค้านก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
ชาวบ้านสองตำบลในอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เพราะเกรงว่าจะส่งกระทบกับสภาพแวดล้อม
ชาวตำบลทับไทรและตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กว่า 100 ครอบครัว ร่วมแสดงความเห็นและรับฟังการชี้แจงกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ที่บริษัทเสริมทรัพย์ไพศาลกรุ๊ป 1997 จำกัด ผู้ดำเนินการก่อสร้างนำเสนอแนวทางและวิธีแก้ปัญหาขยะ ซึ่งบริษัทเสนอโครงการพลังงานไฟฟ้าทดแทน โดยใช้พลังงานความร้อนจากการเผาขยะ โดยโรงงานไฟฟ้านี้จะสามารถช่วยย่อยสลายขยะได้ถึงวันละ 600 ตันต่อวัน แต่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะกังวลจะได้รับผลกระทบจากการขนย้ายขยะ ควัน และกากที่เหลือจากการเผาขยะนางสาวชวนพิศ บุญรอด ประธานองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรชุมชนของอำเภอโป่งน้ำร้อน ขอทำประชาคมเกี่ยวกับผลกระทบก่อนนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยน เพื่อหาข้อยุติอีกครั้ง
อ้างอิง: http://news.thaipbs.or.th.ข่าวสิ่งเเวดล้อมเเละธรรมชาติ
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จี้ ปตท.คืนท่อก๊าซในทะเล
นักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ที่สนับสนุนเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน จี้ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซให้เป็นของรัฐ ย้ำการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคือสิ่งสำคัญในการปฏิรูปพลังงาน พร้อมหารูปแบบการเคลื่อนไหวแบบใหม่หลังจากที่ทหารมีคำสั่งให้หยุดเดินรณรงค์เพราะละเมิดกฎอัยการศึก เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้อง 5 เรื่อง
เรื่องแรก คือ การเปลี่ยนระบบการให้สัมปทานปิโตเลียมจากเดิมที่ใช้ระบบสัมปทาน เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
เรื่องที่ 2 คือ ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ทั้งบนบกและในทะเล ตามที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้
เรื่องที่ 3 คือ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม
เรื่องที่ 4 คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบระหว่างการใช้พลังงานหมุนเวียนกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
เรื่องที่ 5 คือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปพลังงาน และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านพลังงาน
นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งให้ ปตท.คืนท่อก๊าซทั้งหมด แต่ ปตท.ยังไม่ได้คืนส่วนที่เป็นท่อในทะเล จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วนแล้วหรือไม่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทำรายงานการคืนท่อก๊าซของ ปตท. แต่ยังไม่มีการนำรายงานฉบับนั้นออกมาเผยแพร่ เพื่อพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.ให้ข้อมูลว่า ท่อก๊าซในทะเลไม่จำเป็นต้องคืน เพราะอยู่ในเขตนอก 12 ไมล์ทะเลซึ่งอยู่นอกอำนาจทางกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าอำนาจอธิปไตยของไทยครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจจำเพาะด้วย
ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างราคาพลังงานและระบบสัมปทานนั้นต้องเริ่มที่ให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพื่อให้ปตท.ปฏิบัติตามนโยบายนั้น
สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ นายเดชรัตน์เสนอให้มีการพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันอย่างเป็นขั้นตอน เนื่องจากกองทุนน้ำมันสร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันและทำให้เกิดการบิดเบือนราคา รวมถึง ก๊าซหุ้งต้มควรจัดสรรให้ภาคครัวเรือนก่อน แล้วค่อยจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมี ซึ่งควรได้ใช้แบบเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ไม่ใช่ว่า ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ ปตท.แล้วได้สิทธิพิเศษด้านราคา
สำหรับความกังวลว่าหากขึ้นราคาก๊าซในภาคปิโตรเคมีจะสร้างภาระให้ประชาชนภายหลังหรือไม่นั้น นายเดชรัตน์กล่าวว่า ต้องปรับความคิดใหม่ว่า ก๊าซทั้งหมดเป็นของประชาชน ปตท.เป็นเพียงผู้รับมาดำเนินการ ซึ่งสิ่งที่ ปตท.พยายามชี้แจงมาตลอด คือ ธุรกิจปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อวัตถุดิบราคาต่ำกว่าที่ประชาชนซื้อ ควรซื้อในราคาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันการใช้ก๊าซหุ้งต้มของธุรกิจปิโตเคมีนั้นไม่ต้องเสียภาษีท้องถิ่นหรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากอีกด้วย
ในส่วนของการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นายเดชรัตน์มองว่า การที่ทหารออกคำสั่งให้หยุดการเดินรณรงค์จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึง กรุงเทพฯ นั้นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐมอง การเดินรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชน แจกเอกสารเป็นภัยคุกคามต่อรัฐ
เครือข่ายฯ จึงต้องหาว่าวิธีที่เหมาะสมกับการให้ข้อมูลประชาชนในช่วงที่ยังมีการประกาศกฎอัยการศึกและไม่อยากให้มีการใช้อำนาจมาปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน
Review ปลูกต้นไม้ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี
สวัสดีค่าาา วันนี้กลุ่มของพวกเรา Precious gang จะมารีวิวการไปปลูกต้นไม้ ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ค่ะ
มาเริ่มต้นกันอันดับแรกก็ต้องหาสถานที่ที่เราจะไปทำก่อน ว่าแล้วพวกเราก็เริ่มเดินสำรวจโรงเรียน ซึ่งใช้เพียงเวลา 1 วัน กลุ่มเราก็สามารถตกลงกันได้ว่าจะปลูกต้นไม้กันที่ shop เกษตร ซึ่งสถานที่ที่เราไปสำรวจก็เป็นแบบดังภาพ
ซึ่งทางเข้าก็ค่อนข้างลำบากนิดหน่อย TOT คือไม่เดินเลาะห้องน้ำชายมาทางด้านหลัง ก็ต้องข้ามคลองนี้มา ซึ่งถ้าตกลงไปก็ไม่ต้องกลัวจมน้ำ เพราะคลองไม่ลึก แต่ควรกลัวว่าแม่ไม่ให้ขึ้นรถ เพราะทนกลิ่นหอมๆไม่ไหวก็พอ 555
แต่การที่เราจะปลูกต้นไม้ได้ เราก็ต้องมีวัตถุดิบ ซึ่งพระเอกของเราในที่นี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่เลยนอกจาก ต้นไม้ แล้วก็อุปกรณ์ปลูกต้นไม้ต่างๆ เช่น จอบ เสียม เป็นต้น
ว่าแล้วพวกเราก็เริ่มปฎิบัติภารกิจกันค่ะ #หยิบจอบ #หยิบเสียม แล้วลงมือขุดดินกันอย่างขมักเขม้น ซึ่งถ้าถามตอนนี้ว่าเหนื่อยไหม พวกเราจะตอบพร้อมกันเลยค่ะว่าไม่เหนื่อย (เพราะยังไม่ได้ทำ555)
หลังจากที่เราตั้งหน้าตั้งตาขุดกันไปสักพัก ผลที่ได้ก็คือ มือแดงเถือก เพราะว่าดินที่นี่ค่อนข้างแข็งและขุดยาก ส่วนกางเกงก็ไม่ต้องพูดถึง555 และบางทีพอขุดไปเรื่อยๆเราก็จะเจอหอยทาก ไส้เดือน มด ต่างๆ ซึ่งพวกเราก็มีเมตตากรุณา ค่อยๆขุดอย่างเบามือ และตรงไหนมีสิ่งมีชีวิตเยอะๆ เราก็จะย้ายที่ปลูกไปบริเวณใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ไม่ทำลายที่อยู่อาศัยของพวกมัน ><
แต่ที่เด็ดๆน่ะเหรอ ฮึฮึ มาเริ่มกันที่คู่นี้เลย พึ่งสังเกตว่าต้องปลูกต้นไม้ด้วยกันตลอด ไม่รู้ว่าจะเหมือนทำบุญร่วมชาติรึเปล่า เอ่อ หมายถึงปลูกต้นไม้ร่วมชาติ 555
แต่เดี๋ยวจะหาว่าใส่ร้าย ว่าต้องปลูกด้วยกันตลอด เราก็เลยไปแอบเก็บภาพที่ปลูกคนเดียวมาเก็บไว้บ้างอ่ะนะ 555
ถึงจะปลูกไปเหนื่อยไป เจ็บมือไป แต่พอเรียกเข้ากล้องก็พร้อมเสมอนะคะ ><
ถึงแม้จะผิดทางก็ตาม 555
และพอพวกเราปลูกต้นไม้เสร็จ ก็ได้เวลารดน้ำให้ความชุ่มชื้น เอิบอิ่ม แก่ต้นไม้ที่น่ารัก ซึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในตอนนี้ก็คือ ฝักบัวรดน้ำ (เพราะว่าถ้าจะเอาสายยางมารดน้ำก็เกรงว่าจะไกลไป555) ว่าแล้วเราก็หยิบฝักบัวรดน้ำ แล้วนำมารดน้ำต้นไม้คนละอัน
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือต้นไม้ต้นเล็กๆที่พวกเราปลูก โดยหวังจะให้มันเจริญงอกงาม และยั่งยืนกลายเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ต่อไป แต่ก่อนจะเสร็จสิ้นภารกิจ สิ่งที่เราต้องทำเพราะถือเป็นธรรมเนียม 555 ก็คือ การถ่ายรูปรวมหมู่ ว่าแล้วก็เตรียมตัว 3 2 1 แชะ ><
...THANKS...

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557
กรมชลฯมั่นใจเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ขาดแคลนน้ำ
กรมอุตุนิยมวิทยาเผยวันนี้ (15 ส.ค.2557) ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีการกระจายตัวของฝนค่อนข้างที่จะดีและยังมีฝนตกหนักบางแห่งได้ ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 มั่นใจว่าสิ้นฤดูฝน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะมีน้ำกักเก็บเต็มความจุของเขื่อน
ร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณของประเทศเมียนมาร์ ลาวและเวียดนามตอนบน ยังทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันนี้ (15 ส.ค.2557) ยังอาจมีฝนตกหนักบางแห่งได้ ภาคเหนือจังหวัดที่ต้องระวัง คือ จ.แม่ฮ่องสอน, จ.เชียงใหม่, จ.เชียงราย, จ.พะเยา, จ.น่าน และ จ.ตาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ต้องระวัง คือ จ.หนองคาย, จ.บึงกาฬ, จ.อุดรธานี, จ.สกลนคร และ จ.นครพนม ทำให้พื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมเช่น อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ที่ถูกน้ำท่วมมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากระบายลงสู่แม่น้ำโขงไม่ทัน บางจุดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร 50 เซนติเมตร ส่งผลให้ต้นข้าวเริ่มเน่า สถานการณ์อาจจะยังไม่คลี่คลายเพราะยังมีโอกาสที่จะมีน้ำมาเพิ่มเติมในพื้นที่ได้
ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์
ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์
นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร พร้อมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจซากวาฬ ซึ่งชาวประมงพบเกยตื้นที่ชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 ส.ค.57)
ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน
นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป
เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก
อ้างอิง:www.thaipbs.or.th.ข่าวสิ่งเเวดล้อมและธรรมชาติ
ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน
นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป
เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก
อ้างอิง:www.thaipbs.or.th.ข่าวสิ่งเเวดล้อมและธรรมชาติ
วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557
สะพานข้ามป่า ความหวังสุดท้าย
เมื่อการพัฒนาทำให้ผืนป่าต้องแยก ทางหลวงหมายเลข 304 ที่มีการตัดผ่านผืนป่ามรดกโลกเขาใหญ่-ทับลาน กำลังจะถูกขยายจาก 2 เลนเป็น 4เลน การแก้ปัญหาป่ารอยต่อด้วยคอร์ริดอร์ หรือ สะพานเชื่อมป่าอาจเป็นความหวังที่ดีที่สุดของนักอนุรักษ์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติให้มีการขยายถนนหมายเลข 304 จาก 2 เลนเพิ่มเป็น 4 เลนเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุ ลดเวลาในการขนส่งจากภาคอีสานสู่ท่าเรือ และนิคมอุตสาหากรรมในภาคตะวันออก ซึ่งปัญหาอยู่ที่ถนนหมายเลข 304 นั้น เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านระหว่างผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น การแก้ไขปัญหาการเบียดเบียนที่อยู่และเส้นทางเดินของสัตว์ป่า แลปัญหาผืนป่าแยกจากกัน จึงต้องมีการเข้ามาดูแลแก้ไขด้วยโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ในช่วงที่ 42-47 ซึ่งตัดผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อรองรับการตัดถนนเพิ่มจาก 2 เลนเป็น 4 เลน เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องจากถนนมีลักษณะเป็นแคบเป็นคอขวด ซึ่งการตัดถนนเพิ่มนั้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง ทั้งปัญหาช่องว่างระหว่างป่า หรือการแยกกันของผืนป่าทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ในพื้นที่ป่าทั้ง 2 บริเวณไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่ หรือการย้ายถิ่นที่ทำได้ลำบาก หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจถูกรถชนจนทำให้สัตว์ป่าล้มตาย หรือบาดเจ็บได้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างสะพานข้ามป่าเพื่อลดปัญหาเหล่านี้
อ.ดร.ธงชัย งามประเสริฐวงศ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า สะพานเชื่อมป่าในไทยจริงๆ ยังไม่มีเป็นกิจจะลักษณะ แต่มีโครงการจะทำมานานแล้วที่เขาใหญ่ การทำสะพานเชื่อมป่าไม่ได้ช่วยเรื่องการบุกรุกให้น้อยลงแต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากทางด้านการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เพราะการตัดถนนผ่านเส้นทางป่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วโดยสัตว์เล็กจะไม่เดินข้ามถนน แต่จะใช้วิธีในการปีนป่ายไปตามเรือนยอดต้นไม้ เช่น ลิงและชะนี เป็นต้น
การตัดถนนผ่านป่าโดยเฉพาะถนนที่มีหลายๆ เลนจะทำให้เรือนยอดของต้นไม้อยู่ห่างกันมากขึ้น จนสัตว์เล็กไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังอีกฝั่งอันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร และในส่วนของสัตว์ใหญ่ที่แม้จะสามารถเดินข้ามถนนได้ปกติ แต่ อ.ดร.ธงชัย ระบุว่าก็ต้องเสี่ยงต่ออันตรายและการคุกคามจากนายพราน หรือนายทุนค้าสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น ในเมื่อการสร้างถนนจำเป็นต้องดำเนินไปและไม่สามารถหยุดได้ การสร้างสะพานเชื่อมป่าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่การสร้างนั้นต้องทำให้เหมาะสมกับชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่จะสร้าง และต้องทำให้เพียงพอ
“โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะการสร้างถนนจริงซัก 5 เมตรอาจกินพื้นที่ป่าและตัดไม้ไปถึง 10 เมตร เพราะการตั้งที่อยู่อาศัยของคนงานและเครื่องจักรต่างๆคงไม่หยุดอยู่แค่ตรงนั้น สำคัญที่สุดคือ การสร้างสะพานข้ามป่าให้มีลักษณะที่เหมาะสมและเพียงพอ ไม่ใช่ตัดถนน 5 กิโลเมตรแต่สร้างสะพานเชื่อมป่าแค่ 200 เมตร” อ.ดร.ธงชัย กล่าว
ทางด้านของ อ.ดร.พงษ์ชัย ดำรงโรจน์วัฒนา ห้องปฏิบัติการวิจัยนิเวศวิทยาเขตร้อน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ในแง่ของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นักการเมืองและนักอนุรักษ์ มักจะมองต่างมุมกัน อย่างไรก็ตาม กรณีขยายถนนนี้ เมื่อต้องทำ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการสะพานข้ามป่าขึ้น ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะจะช่วยลดช่องวางระหว่างแนวขอบป่า 2 บริเวณ อย่างน้อยสัตว์ป่าก็สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้
“ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องตระหนักอย่างมากคือ การลักลอบล่าสัตว์อยีางผิดกฏหมายโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุน เพราะการสร้างสะพานข้ามป่านั้นเป็นเหมือนสถานที่ๆที่ทุกคนทราบว่าสัตว์ป่าจะต้องเดินผ่านบริเวณนี้ หากมีการสร้างสะพานข้ามป่าแต่มาตรการการป้องกันการค้าสัตว์ป่ารัดกุมไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการลักลอบล่าสุดเพิ่มขึ้น เพราะการซุ่มจับสัตว์ป่าอาจทำได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อตรวจสอบบริเวณสะพานข้ามป่าและการเพิ่มบทลงโทษจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป” ดร.พงษ์ชัย เผยแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
โดยถนนบริเวณถนนหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 42-47 จะเป็นบริเวณแรกที่มีการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่มีความเหมาะสม เพราะห่างไกลจากชุมชน ใกล้แหล่งน้ำ แหล่งอาหารและเป็นบริเวณที่เป็นคอขวดมีพื้นที่ป่า 2 บริเวณอยู่ใกล้กันมากที่สุด โดยสะพานข้ามป่าในบริเวณนี้จะจัดทำขึ้นในรูปแบบอุโมงค์ชนิดตัดดินแล้วถมกลับ (cut and cover tunnel) โดยเป็นการฝังอุโมงค์ให้รถวิ่งทางด้านล่าง และให้สัตว์เดินในพื้นที่เขาด้านบน ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า โดยกรมทางหลวงเตรียมขออนุมัติงบประมาณปี 58 เป็นเงินประมาณกว่า 2,900ล้านบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติให้มีการขยายถนนหมายเลข 304 จาก 2 เลนเพิ่มเป็น 4 เลนเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุ ลดเวลาในการขนส่งจากภาคอีสานสู่ท่าเรือ และนิคมอุตสาหากรรมในภาคตะวันออก ซึ่งปัญหาอยู่ที่ถนนหมายเลข 304 นั้น เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านระหว่างผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ที่เปรียบเสมือนบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด ทำให้เกิดผลกระทบกับสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น การแก้ไขปัญหาการเบียดเบียนที่อยู่และเส้นทางเดินของสัตว์ป่า แลปัญหาผืนป่าแยกจากกัน จึงต้องมีการเข้ามาดูแลแก้ไขด้วยโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิจารณาเห็นชอบอนุมัติโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ในช่วงที่ 42-47 ซึ่งตัดผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อรองรับการตัดถนนเพิ่มจาก 2 เลนเป็น 4 เลน เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเนื่องจากถนนมีลักษณะเป็นแคบเป็นคอขวด ซึ่งการตัดถนนเพิ่มนั้นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง ทั้งปัญหาช่องว่างระหว่างป่า หรือการแยกกันของผืนป่าทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ในพื้นที่ป่าทั้ง 2 บริเวณไม่สามารถเดินทางข้ามพื้นที่ หรือการย้ายถิ่นที่ทำได้ลำบาก หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจถูกรถชนจนทำให้สัตว์ป่าล้มตาย หรือบาดเจ็บได้ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างสะพานข้ามป่าเพื่อลดปัญหาเหล่านี้
อ.ดร.ธงชัย งามประเสริฐวงศ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า สะพานเชื่อมป่าในไทยจริงๆ ยังไม่มีเป็นกิจจะลักษณะ แต่มีโครงการจะทำมานานแล้วที่เขาใหญ่ การทำสะพานเชื่อมป่าไม่ได้ช่วยเรื่องการบุกรุกให้น้อยลงแต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากทางด้านการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า เพราะการตัดถนนผ่านเส้นทางป่าจะทำให้เกิดช่องว่างที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ซึ่งปกติแล้วโดยสัตว์เล็กจะไม่เดินข้ามถนน แต่จะใช้วิธีในการปีนป่ายไปตามเรือนยอดต้นไม้ เช่น ลิงและชะนี เป็นต้น
การตัดถนนผ่านป่าโดยเฉพาะถนนที่มีหลายๆ เลนจะทำให้เรือนยอดของต้นไม้อยู่ห่างกันมากขึ้น จนสัตว์เล็กไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังอีกฝั่งอันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร และในส่วนของสัตว์ใหญ่ที่แม้จะสามารถเดินข้ามถนนได้ปกติ แต่ อ.ดร.ธงชัย ระบุว่าก็ต้องเสี่ยงต่ออันตรายและการคุกคามจากนายพราน หรือนายทุนค้าสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น ในเมื่อการสร้างถนนจำเป็นต้องดำเนินไปและไม่สามารถหยุดได้ การสร้างสะพานเชื่อมป่าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่การสร้างนั้นต้องทำให้เหมาะสมกับชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่จะสร้าง และต้องทำให้เพียงพอ
“โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะการสร้างถนนจริงซัก 5 เมตรอาจกินพื้นที่ป่าและตัดไม้ไปถึง 10 เมตร เพราะการตั้งที่อยู่อาศัยของคนงานและเครื่องจักรต่างๆคงไม่หยุดอยู่แค่ตรงนั้น สำคัญที่สุดคือ การสร้างสะพานข้ามป่าให้มีลักษณะที่เหมาะสมและเพียงพอ ไม่ใช่ตัดถนน 5 กิโลเมตรแต่สร้างสะพานเชื่อมป่าแค่ 200 เมตร” อ.ดร.ธงชัย กล่าว
ทางด้านของ อ.ดร.พงษ์ชัย ดำรงโรจน์วัฒนา ห้องปฏิบัติการวิจัยนิเวศวิทยาเขตร้อน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ในแง่ของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นักการเมืองและนักอนุรักษ์ มักจะมองต่างมุมกัน อย่างไรก็ตาม กรณีขยายถนนนี้ เมื่อต้องทำ ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการสะพานข้ามป่าขึ้น ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะจะช่วยลดช่องวางระหว่างแนวขอบป่า 2 บริเวณ อย่างน้อยสัตว์ป่าก็สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้
“ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องตระหนักอย่างมากคือ การลักลอบล่าสัตว์อยีางผิดกฏหมายโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุน เพราะการสร้างสะพานข้ามป่านั้นเป็นเหมือนสถานที่ๆที่ทุกคนทราบว่าสัตว์ป่าจะต้องเดินผ่านบริเวณนี้ หากมีการสร้างสะพานข้ามป่าแต่มาตรการการป้องกันการค้าสัตว์ป่ารัดกุมไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการลักลอบล่าสุดเพิ่มขึ้น เพราะการซุ่มจับสัตว์ป่าอาจทำได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อตรวจสอบบริเวณสะพานข้ามป่าและการเพิ่มบทลงโทษจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป” ดร.พงษ์ชัย เผยแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์
โดยถนนบริเวณถนนหมายเลข 304 กิโลเมตรที่ 42-47 จะเป็นบริเวณแรกที่มีการสร้างสะพานข้ามป่า เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่มีความเหมาะสม เพราะห่างไกลจากชุมชน ใกล้แหล่งน้ำ แหล่งอาหารและเป็นบริเวณที่เป็นคอขวดมีพื้นที่ป่า 2 บริเวณอยู่ใกล้กันมากที่สุด โดยสะพานข้ามป่าในบริเวณนี้จะจัดทำขึ้นในรูปแบบอุโมงค์ชนิดตัดดินแล้วถมกลับ (cut and cover tunnel) โดยเป็นการฝังอุโมงค์ให้รถวิ่งทางด้านล่าง และให้สัตว์เดินในพื้นที่เขาด้านบน ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า โดยกรมทางหลวงเตรียมขออนุมัติงบประมาณปี 58 เป็นเงินประมาณกว่า 2,900ล้านบาท
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000085447
วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557
“กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการัง” ประกาศชัยชนะในการรณรงค์
หยุดขายปลานกแก้ว
ภายหลังจากที่นักอนุรักษ์สัตว์ทะเลซึ่งรวมตัวกันในชื่อว่า "กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการัง" ได้เริ่มการรณรงค์ออนไลน์ทางเว็บไซต์ Change.org เมื่อวันที่ 21 ก.ค.57 เพื่อเรียกร้องให้ห้างร้านขนาดใหญ่หยุดขาย "ปลานกแก้ว" ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล ล่าสุดทางกลุ่มได้ประกาศชัยชนะในการรณรงค์หลังจากห้างใหญ่ 5 แห่งมีนโยบายหยุดขายปลานกแก้วทุกรูปแบบ
กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการังระบุว่า ห้างที่ประกาศหยุดขายปลานกแก้ว ได้แก่ เทสโก โลตัส , แมคโคร, ซุปเปอร์มาร์เก็ตในเครือเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ และ วิลล่า มาร์เก็ต
"สำหรับผู้ทำงานด้านการอนุรักษ์ทะเลมานาน นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันทีโดยไม่ต้องรอมาตรการจากภาครัฐ ถือเป็นการแสดงเจตนาร่วมกันของสังคม นอกจากนี้หนึ่งในผู้จัดส่งอาหารทะเลรายใหญ่ ธรรมชาติซีฟู้ด ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้จัดส่งปลานกแก้วให้กับร้านค้าปลีกกว่า 123 แห่ง ก็ได้ประกาศยุติการรับซื้อและจัดส่งปลานกแก้วเช่นกัน" กลุ่มผู้พิทักษ์ปะการัง หรือ Reef Guardian Thailand ระบุในแถลงการณ์บนเว็บไซต์ www.change.org/saveparrotfish "แม้จะยังไม่ใช่แก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ แต่เราเชื่อว่าการรณรงค์ดังกล่าวได้ทำให้คนทั่วไปได้ทราบถึงคุณค่าของปลานกแก้วอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังอย่างถูกวิธี"
โดยระหว่างวันที่ 21 ก.ค.57-4 ส.ค.57 มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญดังกล่าวกว่า 23,000 รายชื่อ
"การรณรงค์เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแค่นึกสงสารปลานกแก้ว ซึ่งเป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม แต่ต้องการให้สังคมมีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของปลานกแก้วต่อระบบนิเวศปะการัง ซึ่งในฐานะมนุษย์ เราสามารถช่วยเหลือแนวปะการังได้มากมาย โดยเฉพาะการหยุดจับปลาตามแนวปะการัง หยุดการพัฒนาชายฝั่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการท่องเที่ยวแบบไม่รับผิดชอบ" แถลงการณ์ของกลุ่มระบุ
"การรณรงค์ครั้งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกในการทำให้คนเมืองและห้างร้านต่างๆ ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคอย่างไม่พิจารณา เพราะในระบบนิเวศทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนในเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางและรุนแรงไปถึงท้องทะเล รวมไปถึงการชี้ให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ให้การคุ้มครองปลาในแนวปะการังที่อาจถูกลักลอบจับมาอย่างผิดกฎหมาย"
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557
แนวปะการังแคริบเบียน อาจหายเกลี้ยงใน 20 ปี
สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ร่วมมือกับองค์การเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ศึกษาสภาพของแนวปะการังในแถบทะเลแคริบเบียน ที่ถือเป็นแหล่งปะการังสำคัญคิดเป็นสัดส่วนถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ของแนวปะการังโลกทั้งหมด และนักวิชาการด้านชีววิทยายึดถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลก พบว่า แนวปะการังจำนวนมหาศาลในท้องทะเลแถบนี้หลงเหลืออยู่เพียงแต่ 1 ใน 6 ของปริมาณที่เคยมีอยู่เดิม และอาจหายไปจนหมดภายในระยะเวลาเพียง 20 ปี หากยังไม่ดำเนินการแก้ไข
ผลการศึกษาดังกล่าวนี้ระบุว่า แนวปะการังแคริบเบียนเสียหายอย่างหนักมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 สาเหตุหลักมาจากผลกระทบที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ ตั้งแต่การทำประมงเกินขอบเขต, การท่องเที่ยว, มลภาวะ เรื่อยไปจนถึงภาวะโลกร้อน ทำให้ในช่วงระยะเวลาเพียง 40 ปีที่ผ่านมา แนวปะการังในพื้นที่ดังกล่าวนี้มากถึง 50 แนวถูกทำลายไปจนหมด และถ้าหากยังคงปล่อยให้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปโดยปราศจากการแก้ไข แนวปะการังทั้งหมดของแคริบเบียนจะหายไปภายในเวลาอีก 20 ปีข้างหน้า
คาร์ล กุสตาฟ ลุนดิน หัวหน้าโครงการเพื่ออนุรักษ์ขั้วโลกและทะเลโลกของไอยูซีเอ็น บอกว่าระดับความเร็วของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังแคริบเบียนนั้นน่าตกใจมาก เหตุปัจจัยนั้นมีหลายทางด้วยกัน อย่างเช่นภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพของท้องทะเลเป็นกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการตายของแนวปะการังลามเป็นแถบที่เรียกกันว่า ปะการังฟอกขาว ถูกยึดถือกันมาเป็นเวลานานว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แนวปะการังเสียหาย แต่ในการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แนวปะการังตายลงอย่างรวดเร็วมากจนถึงขณะนี้ก็คือ การหายไปของปลาปากนกแก้วและหอยเม่นต่างหาก
ปลาปากนกแก้ว กับ หอยเม่น ได้ชื่อว่าเป็น "นักเก็บกวาด" ของท้องทะเลแถบนี้ ด้วยการเล็มสาหร่ายกินเป็นอาหาร เมื่อจำนวนปลาปากนกแก้วและหอยเม่นลดลง สาหร่ายจะลามปกคลุมแนวปะการังอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นการ "หายใจ" ของปะการังจนตายลงในที่สุด ทีมวิจัยพบว่าในปี 1983 เกิดโรคระบาดบางอย่างที่ทำให้หอยเม่นส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นตายลง ต่อมาการทำประมงแบบเกินขีดจำกัด (โอเวอร์ฟิชชิ่ง) ตลอดศตวรรษที่ 20 ทั้งศตวรรษ ทำให้ประชากรปลาปากนกแก้วในบริเวณดังกล่าวเหลือน้อยเต็มที บางแห่งถึงกับเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว
"การขาดหายไปของสัตว์ทั้งสองชนิด ทำลายสมดุลที่ละเอียดอ่อนอย่างมากของระบบนิเวศแนวปะการังตามธรรมชาติไป จนกระทั่งสมมติว่าภาวะโลกร้อนยุติลงทันทีในตอนนี้ แนวปะการังก็จะยังคงลดลงอย่างรวดเร็วอยู่ต่อไป" รายงานดังกล่าวระบุ
แต่ลุนดินบอกว่า ยังพอมีเวลาหลงเหลือให้หาทางยับยั้งความเสียหายของแนวปะการังดังกล่าว แต่ต้องเริ่มทำอย่างหนักแน่นมั่นคงตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เวลาแนวปะการังฟื้่นฟู ตั้งแต่กำจัดการทำประมงเกินขอบเขต การป้องกันไม่ให้ชาวประมงเข้าไปทำประมงใกล้แนวปะการังมากเกินไป จัดโซนนิ่งเพื่อสกัดกั้นการก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ตท่องเที่ยวไม่ให้เข้าไปใกล้แนวชายฝั่ง และจัดการบำบัดน้ำเสียจากที่พักนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ออกกฎหมายห้ามการจับปลาปากนกแก้ว เป็นต้น
ที่สำคัญก็คือ มาตรการทั้งหมดนี้ 38 ประเทศในพื้นที่แคริบเบียนต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้
อ้างอิง http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=54&cno=5972
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




